Tag Archives: ไร่เทพ

มูลไส้เดือนมีดีอย่างไร ใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์กับพืชที่สุด

ใช้มูลไส้เดือนยังไงให้เกิดประโยชน์กับพืชสูงสุด

มูลไส้เดือนคืออะไร?

มูลไส้เดือน คือวัสดุอินทรีย์ที่เกิดจากการย่อยสลายเศษพืช เศษอาหาร หรืออินทรียวัตถุผ่านกระบวนการกินและขับถ่ายของไส้เดือนดิน จึงได้วัสดุที่มีลักษณะร่วนซุย สีเข้ม กลิ่นไม่เหม็น และมีอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อดิน
ในทางการเกษตร มูลไส้เดือนมักถูกนำมาใช้เพื่อช่วยปรับสภาพดิน เพิ่มความร่วนซุย และส่งเสริมให้ดินมีชีวิต เหมาะสำหรับพืชหลายชนิด เช่น ผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ รวมถึงพืชไร่บางชนิด

มูลไส้เดือนมีดีอย่างไร?

1. ช่วยให้ดินร่วนซุยขึ้น
มูลไส้เดือนมีโครงสร้างที่ละเอียดและโปร่ง เมื่อนำไปผสมกับดินจะช่วยให้ดินแน่น ดินแข็ง หรือดินที่ระบายน้ำไม่ดี มีความร่วนซุยมากขึ้น รากพืชจึงสามารถเดินได้สะดวกกว่าเดิม โดยเฉพาะในดินที่ผ่านการใช้ปุ๋ยเคมีต่อเนื่องมานาน หรือดินที่ปลูกพืชซ้ำหลายรอบ การเติมอินทรียวัตถุอย่างมูลไส้เดือน จะช่วยฟื้นสภาพดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชมากขึ้น
2. เพิ่มอินทรียวัตถุให้ดิน
ดินที่ดีไม่ใช่แค่มีธาตุอาหารเท่านั้น แต่ต้องมีอินทรียวัตถุที่ช่วยให้ดินเก็บน้ำ เก็บธาตุอาหาร และเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ดินด้วย
มูลไส้เดือนจึงเหมาะกับการใช้เป็นตัวช่วยบำรุงดินในระยะยาว เพราะช่วยให้ดินมีความสมบูรณ์มากขึ้น ไม่เสื่อมง่าย และช่วยให้การใส่ปุ๋ยหรือการบำรุงพืชครั้งต่อ ๆ ไปเกิดประโยชน์ได้ดีขึ้น
3. ช่วยให้รากพืชเดินดี
เมื่อดินร่วนซุยและมีอินทรียวัตถุเพียงพอ รากพืชจะสามารถแตกแขนงและดูดซึมน้ำกับธาตุอาหารได้ดีขึ้น พืชจึงมีโอกาสตั้งตัวไว แข็งแรง และฟื้นตัวได้ดีหลังย้ายปลูกหรือหลังเจอสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
สำหรับเกษตรกรที่ต้องการเสริมการฟื้นตัวของพืช สามารถใช้มูลไส้เดือนร่วมกับการบำรุงทางใบหรือทางราก เช่น ไร่เทพ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมการฟื้นต้น ราก ใบ และลำต้น ให้พืชกลับมาสมบูรณ์ขึ้นตามระยะการเจริญเติบโต
4. ช่วยรักษาความชื้นในดิน
มูลไส้เดือนมีคุณสมบัติช่วยอุ้มน้ำได้ดี เมื่อนำไปผสมกับดินหรือโรยรอบโคนต้น จะช่วยให้ดินเก็บความชื้นได้นานขึ้น เหมาะกับช่วงอากาศร้อน หรือพื้นที่ที่ดินแห้งไว
แต่ต้องระวังไม่ใส่หนาเกินไปจนดินแฉะ เพราะรากพืชบางชนิดอาจขาดอากาศได้ ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและสังเกตสภาพดินร่วมด้วย
5. ช่วยให้พืชใช้ธาตุอาหารได้ดีขึ้น
การมีดินดีเป็นพื้นฐานสำคัญของการปลูกพืช เพราะต่อให้ใส่ปุ๋ยหรือบำรุงพืชมากแค่ไหน หากดินแน่น ดินเสื่อม หรือรากเดินไม่ดี พืชก็อาจนำธาตุอาหารไปใช้ได้ไม่เต็มที่
มูลไส้เดือนจึงเป็นเหมือนตัวช่วยเตรียมพื้นฐานให้ดินพร้อม ส่วนการเสริมธาตุอาหารหรือสารบำรุงพืชควรเลือกให้เหมาะกับช่วงอายุพืช เช่น
•ช่วงฟื้นต้น ฟื้นใบ ใช้ ไร่เทพ
•ช่วงเตรียมดอก ติดผล เพิ่มคุณภาพผลผลิต ใช้ ไร่เทพโกลด์
•ช่วงต้องการเสริมความเขียว ความสมบูรณ์ของใบ ใช้ โล่เขียว
•ช่วงไม้ผลต้องการแคลเซียมและโบรอน ใช้ ไร่เทพ แคล-โบ
•หากต้องการปรับปรุงดินเพิ่มเติม สามารถใช้ ดินเทพ ร่วมกับการจัดการอินทรียวัตถุในแปลงได้

วิธีใช้มูลไส้เดือนให้พืชเกิดประโยชน์

1. ใช้ผสมดินปลูก
สำหรับพืชผัก ไม้กระถาง หรือไม้ดอกไม้ประดับ สามารถนำมูลไส้เดือนไปผสมกับดินปลูก เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุยและมีอินทรียวัตถุมากขึ้น
อัตราแนะนำทั่วไป:
ผสมมูลไส้เดือนประมาณ 1 ส่วน ต่อดินปลูก 3–5 ส่วน แล้วคลุกให้เข้ากันก่อนนำไปปลูก
วิธีนี้เหมาะกับการเพาะกล้า ย้ายกล้า หรือปลูกพืชในกระถาง เพราะช่วยให้รากตั้งตัวได้ดีขึ้น
2. โรยรอบโคนต้น
สำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น หรือพืชที่ปลูกลงดินแล้ว สามารถโรยมูลไส้เดือนรอบโคนต้นได้ โดยเว้นระยะไม่ให้ชิดโคนมากเกินไป จากนั้นรดน้ำตาม เพื่อให้ความชื้นช่วยพาสารอินทรีย์ซึมลงดิน
ข้อควรระวัง:
ไม่ควรกองมูลไส้เดือนหนาแน่นชิดโคนต้น เพราะอาจทำให้โคนต้นชื้นเกินไป โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน
3. ใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก
การใช้มูลไส้เดือนรองก้นหลุมก่อนปลูก ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุบริเวณรากตั้งแต่เริ่มต้น เหมาะกับการปลูกไม้ผล พืชผัก หรือไม้ประดับ
ควรคลุกมูลไส้เดือนกับดินเดิมก่อน ไม่ควรให้รากสัมผัสกับวัสดุเข้มข้นเพียงจุดเดียว เพื่อให้รากเดินได้สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงจากความชื้นสะสม
4. ใช้ร่วมกับการปรับปรุงดิน
หากแปลงปลูกมีปัญหาดินแน่น ดินแข็ง ดินเสื่อม หรือดินไม่ค่อยเก็บน้ำ การใช้มูลไส้เดือนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ควรจัดการดินร่วมกับการไถพรวน เติมอินทรียวัตถุ และปรับสภาพดินให้เหมาะสม
ในกรณีนี้สามารถใช้ ดินเทพ เป็นตัวช่วยเสริมการปรับปรุงดิน ร่วมกับการใช้มูลไส้เดือน ปุ๋ยคอก หรือเศษพืช เพื่อช่วยให้ดินพร้อมสำหรับการปลูกและการดูดซึมธาตุอาหารของพืช

 

ใช้มูลไส้เดือนตอนไหนดีที่สุด?

มูลไส้เดือนสามารถใช้ได้หลายช่วง ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการปลูก เช่น
ก่อนปลูก
ใช้ผสมดินหรือรองก้นหลุม เพื่อเตรียมดินให้ร่วนซุยและเหมาะกับการแตกราก
หลังย้ายปลูก
ใช้โรยรอบโคนต้นบาง ๆ เพื่อช่วยให้ดินมีความชื้นและช่วยให้รากตั้งตัวดีขึ้น
ช่วงพืชเริ่มโทรม
หากพืชมีอาการใบไม่สด ต้นไม่แข็งแรง หรือดินเริ่มแน่น ควรฟื้นดินด้วยมูลไส้เดือนร่วมกับการดูแลเรื่องน้ำ แสง และธาตุอาหาร
ช่วงบำรุงต่อเนื่อง
สามารถเติมมูลไส้เดือนเป็นระยะ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของดิน โดยเฉพาะพืชกระถางหรือแปลงผักที่มีการเก็บเกี่ยวต่อเนื่อง

 

ข้อควรระวังในการใช้มูลไส้เดือน

แม้มูลไส้เดือนจะมีประโยชน์ แต่การใช้ให้เกิดผลดีควรใช้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ใส่มากแล้วจะดีเสมอไป
ข้อควรระวังที่เกษตรกรควรรู้ ได้แก่
1.ไม่ควรใส่หนาเกินไป เพราะอาจทำให้ดินชื้นมากเกิน
2.ควรเลือกมูลไส้เดือนที่หมักสมบูรณ์ ไม่มีกลิ่นเหม็น
3.ไม่ควรใช้แทนปุ๋ยหรือการบำรุงพืชทั้งหมด
4.ควรใช้ร่วมกับการจัดการน้ำ แสง และธาตุอาหาร
5.หากใช้กับพืชเศรษฐกิจ ควรทดลองในพื้นที่เล็กก่อน แล้วค่อยปรับใช้ทั้งแปลง

มูลไส้เดือนใช้กับพืชอะไรได้บ้าง?

มูลไส้เดือนสามารถใช้ได้กับพืชหลายชนิด เช่น
•ผักสวนครัว
•ไม้ดอกไม้ประดับ
•ไม้ผล
•พืชกระถาง
•พืชไร่บางชนิด
•ต้นกล้าและแปลงเพาะ
แต่ปริมาณการใช้ควรปรับตามชนิดพืช อายุพืช และสภาพดินในพื้นที่ เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการความชื้นและธาตุอาหารไม่เท่ากัน

 

ใช้มูลไส้เดือนร่วมกับไร่เทพอย่างไรให้เกิดประโยชน์?

การใช้มูลไส้เดือนจะเน้นช่วยเรื่อง “ดิน” เป็นหลัก ส่วนผลิตภัณฑ์ไร่เทพจะช่วยเสริมการบำรุงพืชตามช่วงอายุและความต้องการของพืช
แนวทางใช้ร่วมกันแบบเข้าใจง่าย คือ
มูลไส้เดือน ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ดินร่วนซุย และช่วยให้รากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น
ดินเทพ ช่วยเสริมการปรับปรุงดิน เหมาะกับแปลงที่ดินแน่น ดินแข็ง หรือดินเริ่มเสื่อม
ไร่เทพ ช่วยบำรุงต้น ราก ใบ และลำต้น เหมาะกับช่วงฟื้นต้นหรือช่วงที่ต้องการให้พืชตั้งตัวดี
ไร่เทพโกลด์ เหมาะกับช่วงเตรียมดอก ติดผล หรือเพิ่มคุณภาพผลผลิต
โล่เขียว เหมาะกับช่วงที่ต้องการเสริมความสมบูรณ์ของใบ
ไร่เทพ แคล-โบ เหมาะกับไม้ผลในช่วงที่ต้องการแคลเซียมและโบรอน
การดูแลพืชให้ได้ผลดีจึงไม่ใช่แค่ใส่อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องดูทั้งดิน ราก ใบ น้ำ และธาตุอาหารให้สมดุลกัน

 

สรุป: มูลไส้เดือนดีต่อดิน พืชได้ประโยชน์เมื่อใช้ถูกวิธี

มูลไส้เดือนเป็นวัสดุอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อการปลูกพืช โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงดิน เพิ่มอินทรียวัตถุ ช่วยให้ดินร่วนซุย เก็บความชื้นได้ดี และส่งเสริมให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
แต่การใช้มูลไส้เดือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกวัสดุที่มีคุณภาพ และใช้ร่วมกับการดูแลพืชด้านอื่น ๆ เช่น การให้น้ำ การจัดการดิน และการเสริมธาตุอาหารตามช่วงอายุพืช
สำหรับเกษตรกรที่ต้องการดูแลพืชให้ครบทั้งดิน ราก ใบ ต้น ดอก และผล สามารถใช้มูลไส้เดือนร่วมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ไร่เทพ เพื่อช่วยให้การบำรุงพืชเป็นระบบมากขึ้น และเหมาะกับการดูแลพืชในทุกช่วงการเจริญเติบโต

ไร่เทพ บำรุงทุกต้น เพิ่มผลทุกไร่

วิธีทำให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น

วิธีทำให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น ลดดินแห้งไว พืชฟื้นตัวง่าย

ดินที่เก็บน้ำได้ดี ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการปลูกพืชทุกชนิด เพราะน้ำเป็นตัวช่วยพาสารอาหารเข้าสู่ราก หากดินแห้งไว ดินแข็ง หรือดินแน่นเกินไป รากพืชจะเดินไม่ดี ดูดน้ำและธาตุอาหารได้น้อย ส่งผลให้พืชชะงักโต ใบเหลือง ต้นโทรม และให้ผลผลิตไม่เต็มที่

โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่บางพื้นที่ฝนตกหนักสลับกับฝนทิ้งช่วง หากดินเก็บน้ำไม่อยู่ พืชจะขาดความต่อเนื่องในการเจริญเติบโต ดังนั้นการปรับปรุงดินให้เก็บน้ำได้ดีขึ้น จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรควรให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นฤดูกาล

ดินเก็บน้ำไม่ดี เกิดจากอะไร?

ปัญหาดินเก็บน้ำไม่อยู่ มักเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น ดินเสื่อมสภาพ ดินขาดอินทรียวัตถุ ดินแน่น ดินแข็ง หรือมีการใช้พื้นที่ปลูกต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้ฟื้นฟูดิน

เมื่อดินขาดโครงสร้างที่ดี น้ำที่ได้รับจากฝนหรือการให้น้ำจะซึมผ่านเร็วเกินไป หรือบางพื้นที่น้ำขังแต่รากกลับดูดใช้ไม่ได้เต็มที่ ทำให้พืชเกิดอาการขาดน้ำแฝง แม้ในแปลงจะดูเหมือนมีความชื้นอยู่ก็ตาม

1. เพิ่มอินทรียวัตถุ ช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ฟางข้าว เศษพืช หรือวัสดุคลุมดิน มีส่วนช่วยให้ดินโปร่ง ร่วนซุย และเก็บความชื้นได้นานขึ้น

ดินที่มีอินทรียวัตถุเพียงพอจะช่วยให้รากพืชเดินได้ดี น้ำซึมลงดินอย่างเหมาะสม และลดปัญหาดินแห้งไวหลังฝนหยุดตก

แนวทางทำง่าย ๆ

ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก่อนปลูก
ไถกลบฟางหรือเศษพืชหลังเก็บเกี่ยว
คลุมโคนต้นด้วยฟาง หญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง
หลีกเลี่ยงการเผาตอซัง เพราะทำให้ดินเสื่อมเร็ว
2. ปรับดินแน่น ดินแข็ง ให้รากเดินดีขึ้น

ดินแน่นหรือดินแข็งทำให้น้ำซึมลงดินได้ยาก รากพืชเจาะลงดินลำบาก และอากาศในดินไม่เพียงพอ ส่งผลให้พืชดูดน้ำและอาหารได้น้อย

การปรับปรุงดินให้โปร่งขึ้น จะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้สมดุล ไม่แห้งไวเกินไป และไม่อมน้ำจนรากเสีย

วิธีช่วยปรับดิน

พรวนดินหรือไถระเบิดดินดานในพื้นที่ที่เหมาะสม
เติมอินทรียวัตถุสม่ำเสมอ
ใช้น้ำหมักหรือผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินช่วยฟื้นสภาพดิน
ปลูกพืชคลุมดินหรือพืชบำรุงดินในช่วงพักแปลง
3. ใช้วัสดุคลุมดิน ลดการระเหยของน้ำ

การคลุมดินเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยรักษาความชื้นในดินได้ดี โดยเฉพาะในสวนผลไม้ พืชผัก หรือแปลงที่เจอแดดจัด

วัสดุคลุมดินจะช่วยลดความร้อนบริเวณผิวดิน ลดการระเหยของน้ำ และช่วยให้จุลินทรีย์ในดินทำงานได้ดีขึ้น เมื่อวัสดุคลุมดินย่อยสลาย ยังกลายเป็นอินทรียวัตถุเพิ่มให้กับดินอีกด้วย

วัสดุที่ใช้คลุมดินได้

ฟางข้าว
หญ้าแห้ง
ใบไม้แห้ง
เศษพืชในแปลง
แกลบดิบหรือแกลบเก่า
4. จัดการน้ำให้เหมาะ ไม่ให้น้ำขังหรือแห้งเกินไป

ดินที่เก็บน้ำได้ดี ไม่ได้หมายถึงดินที่อมน้ำตลอดเวลา แต่ต้องเป็นดินที่มีความชื้นพอดี ระบายน้ำได้ และรากยังได้รับอากาศเพียงพอ

หากให้น้ำมากเกินไป อาจทำให้รากขาดอากาศ รากเน่า หรือพืชชะงักโตได้ แต่ถ้าน้ำน้อยเกินไป ดินจะแห้งไวและพืชดูดอาหารได้น้อยลง

คำแนะนำ

ตรวจความชื้นดินก่อนให้น้ำ
ทำร่องระบายน้ำในพื้นที่น้ำขัง
ใช้ระบบน้ำหยดหรือสปริงเกอร์ในพื้นที่ที่เหมาะสม
คลุมดินร่วมกับการให้น้ำ จะช่วยประหยัดน้ำได้มากขึ้น
5. ใช้ดินเทพ ช่วยฟื้นดินให้พร้อมเก็บน้ำและเลี้ยงราก

สำหรับแปลงที่ดินแน่น ดินแข็ง ดินเสื่อม หรือปลูกพืชต่อเนื่องมานาน การใช้ ดินเทพ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการบำรุงและปรับสภาพดิน

ดินเทพเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลดิน ช่วยให้ดินมีความพร้อมต่อการเจริญเติบโตของพืช เหมาะกับการใช้ช่วงเตรียมดิน ก่อนปลูก หรือช่วงที่ต้องการฟื้นฟูสภาพดินในแปลง

เมื่อดินดีขึ้น รากพืชจะเดินได้ดีขึ้น การดูดน้ำและธาตุอาหารก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้พืชตั้งตัวไว ฟื้นตัวง่าย และเติบโตได้ต่อเนื่อง

ดินเทพเหมาะกับ

ดินแน่น ดินแข็ง
ดินเสื่อมจากการปลูกซ้ำ
แปลงที่ต้องการฟื้นดินก่อนปลูก
แปลงนา สวนผลไม้ พืชไร่ และพืชผัก
6. บำรุงต้นร่วมกับไร่เทพ ให้พืชฟื้นตัวดีหลังดินเริ่มพร้อม

หลังจากปรับปรุงดินให้เก็บน้ำได้ดีขึ้นแล้ว การบำรุงต้นก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อรากเริ่มเดินดี พืชจะสามารถดูดน้ำและอาหารได้มากขึ้น

ไร่เทพ เหมาะสำหรับช่วยบำรุงต้น ใบ และราก ให้พืชฟื้นตัวจากความโทรม แตกใบดี และเจริญเติบโตต่อเนื่อง เหมาะกับพืชหลายชนิด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ทุเรียน พืชผัก และไม้ผลต่าง ๆ

การใช้ดินเทพร่วมกับไร่เทพ จึงเป็นแนวทางที่ช่วยดูแลทั้ง “ดิน” และ “ต้นพืช” ไปพร้อมกัน

7. เสริมใบเขียว ต้นแข็งแรง ด้วยโล่เขียว

ในช่วงที่พืชเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาดินแห้ง ดินแน่น หรือสภาพอากาศแปรปรวน การดูแลใบให้สมบูรณ์ก็มีความสำคัญ เพราะใบคือส่วนที่ช่วยสร้างอาหารให้ต้น

โล่เขียว มีส่วนช่วยเสริมความเขียวของใบ และช่วยให้พืชแข็งแรงขึ้น เหมาะสำหรับใช้ร่วมในช่วงบำรุงต้น โดยเฉพาะพืชที่มีอาการใบซีด ใบไม่สด หรือฟื้นตัวช้าหลังเจอสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม

สรุป วิธีทำให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น ควรเริ่มจากการฟื้นดิน

การทำให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่การเพิ่มน้ำให้มากขึ้น แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ดินมีโครงสร้างที่ดี ร่วนซุย มีอินทรียวัตถุ และเหมาะต่อการเดินของราก

แนวทางสำคัญคือ เติมอินทรียวัตถุ คลุมดิน ลดการเผา ปรับดินแน่นให้โปร่ง และใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงดินอย่าง ดินเทพ ควบคู่กับการบำรุงต้นด้วย ไร่เทพ และเสริมความสมบูรณ์ของใบด้วย โล่เขียว

เมื่อดินดี รากดี พืชก็ดูดน้ำและอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ต้นแข็งแรง ฟื้นตัวไว และมีโอกาสให้ผลผลิตที่ดีขึ้น

ไร่เทพ บำรุงทุกต้น เพิ่มผลทุกไร่

ศัตรูพืชที่ต้องระวังในช่วงหน้าฝน

แมลงศัตรูพืชที่ต้องระวังในช่วงหน้าฝน เกษตรกรควรเช็กสวน-เช็กนาให้ดี

ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่พืชหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี เพราะมีน้ำเพียงพอ อากาศชื้น และดินมีความชุ่มชื้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ แมลงศัตรูพืชระบาดได้ง่าย เช่น เพลี้ย หนอน แมลงหวี่ขาว แมลงวันผลไม้ และแมลงปากดูดหลายชนิด เพราะสภาพอากาศชื้นเหมาะต่อการขยายพันธุ์ของแมลงและการสะสมของโรคพืชร่วมด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรมีเอกสารแนะนำเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเพลี้ย หนอน แมลงหวี่ขาว และศัตรูพืชในข้าว/ไม้ผล ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกษตรกรควรเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในช่วงอากาศชื้นหรือฝนตกชุก

ทำไมหน้าฝนแมลงศัตรูพืชถึงระบาดง่าย?

หน้าฝนทำให้แปลงปลูกมีความชื้นสูง วัชพืชขึ้นเร็ว ใบพืชแตกยอดอ่อน และบางพื้นที่มีน้ำขัง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้แมลงหลายชนิดเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะพืชที่ต้นอ่อนแอ ใบอ่อนมาก หรือได้รับธาตุอาหารไม่สมดุล

เมื่อพืชอ่อนแอ แมลงปากดูดและหนอนกัดกินจะเข้าทำลายได้ง่าย ทำให้ใบหงิก ใบเหลือง ยอดชะงัก ดอกหลุด ผลร่วง หรือผลผลิตเสียหายได้

1. เพลี้ยไฟ ตัวเล็กแต่ทำให้ยอด ใบ ดอก และผลเสียหายได้มาก

เพลี้ยไฟมักพบในพืชผัก ไม้ผล ทุเรียน มะม่วง พริก แตง และพืชที่มีใบอ่อนหรือยอดอ่อน เพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอด ใบ ดอก และผลอ่อน ทำให้ใบหงิก ใบบิด ดอกแห้ง ผลเป็นรอย และการเจริญเติบโตสะดุด

สัญญาณที่ควรสังเกต

ใบอ่อนหงิก งอ หรือบิดผิดรูป
ดอกแห้ง ดอกร่วงง่าย
ผลอ่อนมีรอยกร้านหรือผิวไม่สวย
ยอดใหม่แตกแล้วไม่สมบูรณ์

พืชที่ควรระวัง: ทุเรียน มะม่วง พริก แตง พืชผัก ไม้ดอก ไม้ผล

2. เพลี้ยแป้ง ระวังในมันสำปะหลัง ไม้ผล และพืชไร่

เพลี้ยแป้งเป็นแมลงปากดูดที่พบได้บ่อยในช่วงอากาศชื้นสลับร้อน โดยเฉพาะในมันสำปะหลัง ไม้ผล และพืชไร่บางชนิด เพลี้ยแป้งจะเกาะตามยอด ใต้ใบ กิ่ง และซอกลำต้น ดูดน้ำเลี้ยงจนพืชแคระแกร็น ใบหงิก ยอดชะงัก และอาจมีมดมาร่วมอยู่ด้วย

สัญญาณที่ควรสังเกต

มีคราบขาวคล้ายสำลีตามยอดหรือใต้ใบ
ใบหงิก ใบเหลือง ยอดไม่เดิน
ต้นโตช้า หัวหรือผลผลิตไม่ขยาย
มีมดเดินตามต้นจำนวนมาก

พืชที่ควรระวัง: มันสำปะหลัง มะละกอ ฝรั่ง น้อยหน่า ไม้ผล พืชไร่

3. แมลงหวี่ขาว พาหะสำคัญที่ทำให้พืชใบหงิก ใบด่าง

แมลงหวี่ขาวมักอยู่ใต้ใบ เมื่อเขย่าต้นจะเห็นตัวเล็กสีขาวบินขึ้นมา เป็นแมลงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงและเป็นพาหะนำโรคไวรัสในพืชหลายชนิด โดยเฉพาะพืชผักและมันสำปะหลัง

สัญญาณที่ควรสังเกต

ใบหงิก ใบด่าง ใบเหลือง
ต้นแคระแกร็น
ใต้ใบมีแมลงสีขาวเกาะอยู่
ยอดใหม่ผิดรูป โตช้า

พืชที่ควรระวัง: มันสำปะหลัง พริก มะเขือ แตง ฟักทอง พืชผักตระกูลต่าง ๆ

กรมวิชาการเกษตรระบุในเอกสารคำแนะนำการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชว่า แมลงศัตรูพืชขนาดเล็ก เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงหวี่ขาว และหนอนตัวเล็ก เป็นกลุ่มที่ควรจัดการอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

4. หนอนกระทู้และหนอนกินใบ ระวังใบพรุน ต้นชะงัก โตไม่ทัน

หนอนกระทู้และหนอนกินใบมักระบาดในพืชผัก ข้าวโพด ข้าว และพืชไร่ โดยเฉพาะช่วงที่มีใบอ่อนแตกใหม่ หากพบช้าอาจกัดกินใบจนพรุน เหลือแต่ก้าน ทำให้พืชสังเคราะห์แสงได้น้อยลง และการเจริญเติบโตชะงัก

สัญญาณที่ควรสังเกต

ใบเป็นรูพรุน
มีมูลหนอนบนใบหรือยอด
ยอดอ่อนถูกกัดกิน
พบตัวหนอนช่วงเช้าหรือเย็น

พืชที่ควรระวัง: ข้าวโพด ข้าว พืชผัก ผักตระกูลกะหล่ำ แตง พืชไร่

5. เพลี้ยอ่อน ดูดน้ำเลี้ยง ทำให้ยอดอ่อนเสียรูป

เพลี้ยอ่อนมักเข้าทำลายยอดอ่อน ใบอ่อน และดอก โดยดูดน้ำเลี้ยงจากพืช ทำให้ใบหงิก ใบเหลือง ยอดชะงัก และยังขับถ่ายน้ำหวานทำให้เกิดราดำตามมาได้

สัญญาณที่ควรสังเกต

ยอดอ่อนหงิกงอ
ใบเหลืองหรือใบม้วน
มีมดขึ้นตามยอด
มีคราบเหนียวหรือราดำบนใบ

พืชที่ควรระวัง: พริก แตง ถั่ว ผักสวนครัว ไม้ดอก ไม้ผล

6. แมลงวันผลไม้ ตัวการทำให้ผลเน่า ผลร่วง ขายไม่ได้ราคา

แมลงวันผลไม้เป็นศัตรูสำคัญของไม้ผล โดยตัวเมียจะวางไข่ในผล เมื่อหนอนฟักออกมาจะกัดกินภายใน ทำให้ผลเน่า ผลร่วง หรือมีรอยช้ำเสียหาย เหมาะกับการระบาดในช่วงที่ผลเริ่มแก่หรือสภาพอากาศชื้น

สัญญาณที่ควรสังเกต

ผลมีจุดเจาะเล็ก ๆ
ผลเน่าจากด้านใน
ผลร่วงก่อนกำหนด
ผิวผลมีรอยช้ำหรือยุบ

พืชที่ควรระวัง: มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ พริก มะละกอ ส้ม ไม้ผลหลายชนิด

7. แมลงศัตรูข้าวที่ต้องระวังในหน้าฝน

สำหรับนาข้าว ช่วงหน้าฝนต้องระวังทั้งแมลงและโรคพืช เพราะแปลงนามีความชื้นสูง โดยแมลงที่พบได้ เช่น เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น หนอนกอ หนอนห่อใบ และแมลงบั่ว หากปล่อยให้ระบาดอาจทำให้ข้าวชะงัก แตกกอน้อย ใบเหลือง หรือผลผลิตลดลง

เอกสารโรคและแมลงศัตรูข้าวของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุถึงศัตรูสำคัญในนาข้าวและการจัดการอย่างเหมาะสม โดยเน้นการสำรวจแปลงและป้องกันตามคำแนะนำทางวิชาการ

สัญญาณที่ควรสังเกตในนาข้าว

ใบเหลืองเป็นหย่อม
ต้นข้าวแคระแกร็น
ใบถูกห่อหรือถูกกัดกิน
ต้นข้าวไม่แตกกอ
พบแมลงจำนวนมากบริเวณโคนต้นหรือใบ
วิธีดูแลพืชให้พร้อมสู้แมลงช่วงหน้าฝน

การจัดการแมลงศัตรูพืชในช่วงหน้าฝนไม่ควรรอให้ระบาดหนัก แต่ควรเริ่มจากการสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ และดูแลให้พืชแข็งแรงตั้งแต่ต้น

1. สำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง

ให้สังเกตใต้ใบ ยอดอ่อน ดอก ผล และโคนต้น เพราะแมลงหลายชนิดมักหลบอยู่ในจุดที่มองเห็นยาก โดยเฉพาะหลังฝนตกหรือช่วงที่พืชแตกใบอ่อน

2. ลดวัชพืชและพื้นที่อับชื้น

วัชพืชเป็นแหล่งหลบซ่อนและขยายพันธุ์ของแมลงหลายชนิด การจัดการวัชพืชและทำให้แปลงโปร่ง จะช่วยลดความเสี่ยงการสะสมของแมลงศัตรูพืช

3. ไม่ใส่ไนโตรเจนมากเกินไป

การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปอาจทำให้พืชแตกใบอ่อนมาก ใบอวบนิ่ม และเป็นเป้าหมายของแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว

4. บำรุงต้นให้แข็งแรง ใบหนา ยอดเดินดี

พืชที่สมบูรณ์จะฟื้นตัวได้ดีกว่าพืชที่อ่อนแอ การดูแลราก ใบ และลำต้นให้แข็งแรงจึงสำคัญ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่พืชเจอทั้งความชื้นสูง น้ำขัง และแมลงศัตรูพืช

ใช้ไร่เทพช่วยบำรุงพืชช่วงหน้าฝนอย่างไรดี?

ในช่วงหน้าฝน เกษตรกรสามารถใช้กลุ่มผลิตภัณฑ์ไร่เทพเพื่อช่วยบำรุงต้นให้สมบูรณ์ ฟื้นตัวไว และพร้อมแตกใบใหม่ โดยเน้นการบำรุงพืชให้แข็งแรง ไม่ใช่การใช้แทนสารกำจัดแมลง

ไร่เทพ ซองเขียว

เหมาะสำหรับบำรุงต้น ราก ใบ และลำต้น ช่วยให้พืชฟื้นตัวและเดินยอดได้ดี เหมาะกับช่วงพืชโทรม เจอฝนหนัก หรือหลังเจอแมลงเข้าทำลาย

ไร่เทพโกลด์

เหมาะกับช่วงสะสมอาหาร เร่งความสมบูรณ์ของต้น ช่วยให้พืชพร้อมเข้าสู่ระยะดอก ผล หรือสร้างหัว เหมาะกับพืชไร่ ไม้ผล และพืชที่ต้องการเพิ่มคุณภาพผลผลิต

ดินเทพ

เหมาะกับการดูแลดินช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะพื้นที่ดินแน่น ดินแข็ง น้ำขัง หรือรากเดินไม่ดี ช่วยปรับสภาพดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของราก

โล่เขียว

เหมาะสำหรับบำรุงใบ เพิ่มความเขียว ความสมบูรณ์ของใบ และช่วยให้พืชแข็งแรงขึ้นในช่วงที่เจอความชื้นสูงหรือสภาพอากาศแปรปรวน

หมายเหตุ: หากพบแมลงระบาดรุนแรง ควรสำรวจชนิดแมลงให้ชัดเจน และเลือกวิธีจัดการตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตรหรือคำแนะนำทางวิชาการ

สรุป: หน้าฝนอย่าดูแค่โรคพืช ต้องระวังแมลงด้วย

เพราะหน้าฝนเป็นช่วงที่พืชโตไว แต่แมลงศัตรูพืชก็ระบาดได้ง่ายเช่นกัน เกษตรกรควรระวังเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน หนอนกินใบ แมลงวันผลไม้ และแมลงศัตรูข้าวต่าง ๆ โดยเริ่มจากการสำรวจแปลง ลดความอับชื้น จัดการวัชพืช และบำรุงต้นให้แข็งแรงอยู่เสมอ

เพราะพืชที่แข็งแรงตั้งแต่ราก ใบ ลำต้น และดิน จะมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าเมื่อต้องเจอกับสภาพอากาศแปรปรวนและแรงกดดันจากแมลงศัตรูพืช

ไร่เทพ บำรุงทุกต้น เพิ่มผลทุกไร่

GAP : Good Agricultural Practices การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี

GAP : Good Agricultural Practices การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี

 

ประชาชนในประเทศไทย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นอันดับต้นๆ

GAP คือ การผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ Good Agriculture Practices หมายถึง แนวทางในการทำการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนด ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน และขบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อผลผลิตการเกษตรและผู้บริโภค มีการใช้ทรัพยากรที่เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมี ไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยหลักการนี้ได้รับการกำหนดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

หลักการปฏิบัติ มีดังนี้
1. แหล่งน้ำ – ต้องสะอาด ไม่มีการปนเปื้อนของวัตถุหรือสิ่งที่เป็นอันตราย
2. พื้นที่ปลูก – ต้องไม่มีวัตถุหรือสิ่งที่เป็นอันตรายที่จะทำให้เกิดการตกค้างหรือปนเปื้อน
3. การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร – ใช้ตามคำแนะนำ ของกรมวิชาการเกษตร หรือตามฉลากที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง
4. การจัดการคุณภาพในกระบวนการเก็บเกี่ยว – มีแผนควบคุมการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพโดยใช้หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี
5. การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว – เก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีอายุเหมาะสม ผลผลิตมีคุณภาพตามความต้องการของตลาดและข้อตกลงของประเทศคู่ค้า
6. การพักผลิตผล การขนย้ายในแปลงปลูกและการเก็บรักษาผลผลิต – มีการจัดการด้านสุขลักษณะเพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่มีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
7. สุขลักษณะส่วนบุคคล – ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ ความเข้าใจในสุขลักษณะส่วนบุคคล เพื่อสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกสุขลักษณะ
8. การบันทึกข้อมูลและการตามสอบ – มีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานการใช้สารเคมี ข้อมูลผู้รับซื้อและปริมาณผลผลิต เพื่อประโยชน์ต่อการตามสอบ

อ้างอิง : กรมวิชาการเกษตร , ศูนย์พัฒนาการเกษตร

ไร่เทพ อาหารเสริมพืช สามารถใช้ร่วมกับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) ได้เนื่องจากการใช้ไร่เทพ จะเข้าไปช่วยในการเพิ่มผลผลิต พืชโตเร็ว เร่งราก ทำให้รากแข็งแรง เพิ่มแป้ง เพิ่มน้ำตาล ดึงช่อ แตกกอ ลงหัว ใช้ได้กับพืชทุกชนิด ต้านทานโรคและแมลงได้ดี ปรับปรุงดิน ทนแล้งทนหนาว ปลอดสารพิษ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไรให้แก่เกษตรกร ตรงตามหลักการของ GAP ซึ่งไร่เทพ ประกอบด้วย สารฮิวมิค ที่เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ในดิน กรดอะมิโนจากสาหร่ายทะเล ที่ช่วยให้พืชมีอัตราการสังเคราะห์แสง ซึ่งสารเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของดินดี ดังนั้นการใช้ไร่เทพก็คล้ายกับการเติมสารฮิวมัสทางตรงให้กับพืชคือไม่ผ่านดิน แต่ให้ทางใบ พืชจึงเจริญเติบโตดี และแข็งแรง ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อัตราการใช้ 1ซอง ผสมน้ำได้ 100-200 ลิตร ใช้ได้ 3-5 ไร่

คำเตือน! หนาว ร้อน แล้ง …เตรียมพร้อมรับมือ

การปลูกข้าวหลังน้ำลดเป็นช่วงปลายฤดูฝนและฤดูหนาว จะต้องพิจารณาเรื่องอากาศหนาวด้วย เพราะหากข้าวกระทบต่ออากาศหนาวเย็น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าว โดยเฉพาะหากอุณหภูมิลดลงถึง 16 °C ในช่วงที่ข้าวออกรวงจะทำให้เกิดปัญหาและทำให้ผลผลิตของข้าวอาจจะลดลงได้ โดยปัญหาที่มากับอากาศหนาวคือจะทำให้รวงโผล่ไม่พ้นกาบใบ ปลายรวงในส่วนที่เหนือกาบใบธงจะตั้ง และไม่โน้มรวง ทำให้เมล็ดจะลีบบางเมล็ดจนถึงเกือบทั้งหมดรวง สาเหตุที่เมล็ดลีบเพราะข้าวไม่ผสมเกสร และอุณหภูมิลดลงมากและต่อเนื่องจะทำให้ระบบการเจริญเติบโตของข้าวหยุดชะงัก กระบวนการในเซลล์พืชจะทำงานผิดปกติและรากจะไม่ดูดซึมธาตุอาหาร หรือที่เรียกว่า ข้าวไม่กินปุ๋ย เมื่อข้าวออกดอกเกสรจะผสมไม่ติดหรือเมล็ดเป็นหมัน ผลผลิตต่ำมากจนถึงไม่ได้ผลผลิตเลย

แนะนำสำหรับการปลูกข้าวหลังน้ำลด

  1. การวิเคราะห์ดิน ควรมีการวิเคราะห์ตัวอย่างดินในนาก่อนปลูก เพราะพื้นที่นาที่ถูกน้ำท่วมอาจมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารทั้งที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง การวิเคราะห์ดินจะสามารถทราบความต้องการปุ๋ยที่แท้จริงของข้าวในแปลงนั้นๆ
  2. พันธุ์ข้าว ต้องใช้พันธุ์ข้าวชนิดไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวสั้นและทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดี

3.วันปลูก ช่วงเวลาที่เหมาะสมควรหลีกเลี่ยงวันปลูกที่ระยะข้าวตั้งท้องถึงออกดอกไม่ให้ได้รับผลกระทบต่ออาการหนาวเย็น จากข้อมูลอุณหภูมิย้อนหลังสามารถเริ่มปลูกได้ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป

  1. การเตรียมดิน การเตรียมดินสำหรับปลูกข้าวหลังน้ำลดในพื้นที่นาน้ำท่วม ใช้วิธีการเตรียมดินสำหรับปลูกข้าว โดยทั่วไป เมื่อน้ำลดจนสามารถที่จะเตรียมดินได้แล้วสามารถเตรียมดินปลูกเหมือนการเตรียมดินตามฤดูกาลปกติ โดยใช้ดินเทพเพื่อปรับสภาพโครงสร้างดินให้เหมาะสมแก่การเพาะปลูก
  2. การปลูกข้าวแบบหว่านน้ำตม หลังน้ำลดควรใช้วิธีหว่านน้ำตม เพราะพันธุ์ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น
  3. การปลูกแบบเป็นยกสลับแห้ง สามารถใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยยังคงรักษาเสถียรภาพผลผลิตข้าวได้ดี และเป็นวิธีการใช้น้ำแบบประหยัด
  4. การใช้ปัจจัยการผลิต
    7.1 หมั่นดูแลตรวจสอบ ความผิดปกติของต้นข้าวและให้งดการใส่ปุ๋ยในช่วงอากาศหนาวเย็นเนื่องจากข้าวดูดซึมธาตุอาหารได้น้อย
    7.2 หากจะใส่ปุ๋ย ควรเน้นปุ๋ยในกลุ่มฟอตเฟตจะช่วยลดผลกระทบจากอุณหภูมิต่ำได้ เพราะธาตุฟอฟอรัส (P) ช่วยในการสังเคราะห์แสงและช่วยให้ข้าวทนทานต่ออากาศเย็น
    7.3 หากสภาพอากาศหนาวต่อเนื่อง ข้าวมีการเจิญเติบโตไม่ดีอาจส่งผลกระทบต่อการออกรวงและ ผลผลิตควรเพิ่มประสิทธิภาพโดยการฉีดพ่นซิงค์หรือสังกะสี (Zn) เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมน NAA เพื่อกระตุ้นให้ข้าวออกรวง ลดการหลุดร่วงของดอกและผล และยังมีส่วนช่วยในกระบวนการสังคราะห์แสง ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีอยู่ในปุ๋ยโล่เขียว ไร่เทพ และไร่เทพโกลด์
    7.4 ข้าวที่ปลูกในช่วงอากาศหนาวเย็นมักมีโรคที่เกิดจากเชื้อราเข้าทำลาย เช่น โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคเมล็ดด่าง ควรใช้วิธีป้องกันกำจัดที่มีประสิทธิภาพ เช่น การลดใส่ปุ๋ยและฉีดพ่นสารเคมี
    7.6 เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 20 °C ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อเร่งฟื้นฟูต้น
  1. การปฏิบัติดูแลรักษา การปฏิบัติดูแลรักษาข้าวที่ปลูกหลังน้ำลด สามารถปฏิบัติดูแลรักษา เหมือนการปลูกข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสงในนาชลประทาน ในการป้องกันกำจัดโรค แมลง ศัตรูข้าว วัชพืช ตามความจำเป็น

ผ่านวิกฤตภัยแล้ง..ด้วยไร่เทพ

ลุงพงษ์ นิลพัฒน์  เป็นเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญในการปลูกข้าวเป็นอย่างมาก มีแปลงนามากกว่า 100 ไร่ ทำนามาตลอดชีวิต  อาศัยอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลุงพงษ์ เล่าว่า หลังจากหว่านข้าวไปเจอวิกฤตภัยแล้ง ถึงขนาดที่ว่าน้ำในคลองก็ไม่มีให้วิดมาใช้ ลุงเลยตัดสินใจฉีดพ่นไร่เทพเพิ่มอีก 2 รอบ เพื่อให้ไร่เทพไปช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้พืช ส่งผลให้พืชสามารถเจริญเติบโตต่อได้  และไร่เทพนอกจากจะช่วยให้พืชสามารถเติบโตได้ในสภาวะที่ไม่ปกติแล้ว ยังช่วยทำให้ดินมีความอุ้มน้ำ ร่วนซุยไม่แข็งกระด้างอีกด้วย ในขณะที่แปลงนาข้างๆ ต้นข้าวล้มตายเกิดความเสียหายอย่างมาก แต่แปลงนาลุงได้ผลผลิตที่มีน้ำหนักดีนำไปขายโรงสีได้ราคาดีด้วย

เคล็ดลับขั้นเทพ .. นาลุงจะมีนกเยอะมากมากินข้าวเปลือกตอนหว่านข้าวปลูกข้าว ดังนั้นลุงใช้วิธีการหว่านเผื่อให้นกด้วยกล่าวคือ หว่านข้าวในจำนวนที่มากขึ้นถึงแม้จะมีนกกินข้าวไปก็จะยังเหลือข้าวที่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นต้นข้าวได้ ทำให้ไม่มีปัญหานกกินข้าวหมด

จบปัญหา..พืชเครียด ด้วยผลิตภัณฑ์ไร่เทพ

หลายเหตุปัจจัยที่ทำให้พืชเกิดความเครียด หันมาใส่ใจพืชของเรากันเถอะ

1.ความเครียดของพืชเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม พืชจะต้องปรับตัวให้อยู่ได้ ภายใต้สภาวะที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะข้าวที่เป็นพืชอ่อนไหวและอ่อนแอต่อสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่ออากาศที่แปรปรวนในปัจจุบัน  ซึ่งสภาวะอุณหภูมิที่ต่ำจะมีผลกระทบต่อทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าว ส่งผลให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโต ใบข้าวจะซีดเหลือง ไปจนถึงกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้

2.ความเครียดของพืชเกิดจากปัญหาของดิน ดินที่เค็มหรือดินเปรี้ยว ดินที่มีกำมะถันสะสมมาก ส่งผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ใบผิดรูปไม่สมบูรณ์ ทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง

3.ความเครียดของพืชเกิดจากการขาดน้ำหรือน้ำมาก ซึ่งพืชจะใช้น้ำในการเจริญเติบโต หากพืชได้รับน้ำมากเกินไปจะทำให้รากเน่า และหากพืชได้รับน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ดินแข็งทำให้รากพืชไม่สามารถหาธาตุอาหารในการเจริญเติบโตได้

4.ความเครียดของพืชเกิดจากพืชขาดธาตุอาหาร ดินมีธาตุอาหารน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้พืชไม่โต มีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์

5.ความเครียดของพืชเกิดจากสารพิษ ส่งผลให้พืชใบเล็กแคระแกร็น เหี่ยวเฉา หรือร้ายที่สุดพืชอาจจะตายได้

6.ความเครียดของพืชเกิดจากศัตรูพืช ซึ่งหากมีศัตรูพืชเข้าทำลายพืช จะส่งผลให้ผลผลิตลดลง

 

#ไร่เทพ #ดินเทพ #โล่เขียว #เกษตรกร #ข้าว #ชาวนา #พืช #พืชเครียด

ข้าวจมน้ำ 7 วัน แต่ข้าวไม่ตาย

เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ .. นาข้าวของนายสุชาติ กิ่งนอก ชาวนาบ้านถนนถั่ว หมู่ที่ 10 ตำบลใหม่ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ปลูกข้าวพันธุ์ หอมมะลิ 105 เป็นนาข้าวพื้นที่รับน้ำ โดยพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ต่ำ น้ำจะไหลมารวมกันที่นี่

ที่ผ่านมาฝนตกอย่างต่อเนื่องนายสุชาติจึงเตรียมรับมือกับน้ำที่มีปริมาณมาก ด้วยการฉีดพ่นผลิตภัณฑ์ตรา ไร่เทพ โดยฉีดพ่นก่อนน้ำจะมาถึงประมาณ 1 สัปดาห์ พอน้ำเข้าท่วมพื้นที่นาทำให้ต้นข้าวที่กำลังโตถูกน้ำท่วมจนเกือบมิดปลายยอดใบ ซึ่งมวลน้ำไม่เพียงแค่ไหลผ่านนาไป แต่ต้นข้าวในนาต้องแช่อยู่ในน้ำยาวนานเป็นสัปดาห์ ในขณะที่แปลงนาข้างๆต้นข้าวเกิดความเสียหายอย่างมาก ในทางกลับกันแปลงนาของนายสุชาติต้นข้าวสามารถเจริญเติบโตได้และให้ผลผลิตได้เหมือนเดิม

ไร่เทพ จะช่วยทำให้ต้นข้าวมีความมีความเสถียรในเซลล์และระบบรากที่ดี ซึ่งจะสังเกตได้ว่ารากจะมีจำนวนมาก ในขณะที่เกิดน้ำท่วมต้นข้าวมีรากบางส่วนที่เสียหายไป แต่เนื่องด้วยรากที่มีจำนวนมากนั้นจึงจะยังมีรากบางส่วนที่ไม่เกิดความเสียหายยังคงสามารถเลี้ยงต้นข้าวให้เจริญเติบโตต่อไปได้จนให้ผลผลิตได้ แต่หากว่าต้นข้าวที่มีรากน้อยถ้าน้ำท่วมรากจะเกิดการเสียหายทั้งหมดส่งผลให้พืชไม่ฟื้นตัวหรืออาจจะตายในที่สุดเพราะรากเน่าเสีย

จ่ายแพงไปทำไม??

ของใช้ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป อยากให้เกษตรกรได้ใช้ของดีที่มีราคาไม่แพง ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ด้วยผลิตภัณฑ์ ตราไร่เทพ ที่เมื่อวิเคราะห์ราคากับปริมาณที่ใช้ จะเห็นได้ว่า คุ้มเกินคุ้ม เพราะราคาที่จ่ายไปกับผลลัพธ์ที่ได้กลับมารับประกันได้เลย การันตีด้วยยอดลูกค้าที่อยู่กับเรายาวนานกว่า 10 ปี

หากท่านกำลังเจอปัญหาพืชเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อรา ใบจุด ใบเหลือง พืชขาดธาตุอาหาร ดินเสีย ดินเค็ม ดินแข็ง ไม่เหมาะสมต่อการเพราะปลูก รวมถึงปัญหาที่ได้ผลผลิตน้อย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ปัญหาเกี่ยวกับการเกษตรเหล่านี้จะหมดไป หากเกษตรกรหันมาให้ผลิตภัณฑ์ของเรา

ไร่เทพ อาหารเสริมพืช จะช่วยให้พืชโตเร็ว สมบูรณ์ แข็งแรง เพิ่มผลผลิต ลูกดก เปอร์เซ็นต์แป้งสูง น้ำหนักดี มีคุณภาพดี

โล่เขียว จะช่วยให้พืชเขียวทน เขียวนาน ต้านทานโรคและแมลง และช่วยให้พืชทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

ดินเทพ เป็นอาหารจุลินทรีย์ที่ดีในดิน ทำให้ดินฟู ร่วนซุย ไร้สารตกค้าง ช่วยให้ดินเหมาะสมแก่การเพาะปลูก และยังสามารถใช้แทนสารจับใบได้ ช่วยให้สารแผ่กระจายทั่วใบและพืชนำไปใช้ได้เลย

 

ราคาไม่แพง .. หากต้องการผลผลิตเพิ่ม ต้องเริ่มที่ไร่เทพ

ไร่เทพ 1 ซอง ฉีดพ่นได้ 3-5 ไร่

โล่เขียว 1 ขวด (1000ml.) ฉีดพ่นได้ 15 ไร่

 

ดินเทพ 1 ขวด (500ml.) ฉีดพ่นได้ 12 ไร่

 

จบปัญหา…ข้าวโพดฟันหลอ!!

ปัญหาข้าวโพดฟันหลอ โดยทั่วไปแล้วสาเหตุเกิดจาก การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ทำให้การติดเมล็ดของข้าวโพดผิดปกติ หรือเกิดจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมร้อนแล้งจนเกินไปทำให้ไหม้แห้ง หรือการได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ ขาดน้ำ และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือเกิดจากแมลงศัตรูที่ลงทำลายในระยะข้าวโพดออกดอก ได้แก่ หนอนเจาะฝักข้าวโพด หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เพลี้ยอ่อน และเพลี้ยไฟข้าวโพด

ไร่เทพแนะนำการป้องกันกำจัด โดยให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ตราไร่เทพ ฉีดพ่นทางใบ ตั้งแต่ 15 วันหลังปลูก อัตราส่วนดังนี้
-ไร่เทพ 1 ซอง ต่อน้ำ 100 ลิตร
-โล่เขียว 100 ซีซี ต่อน้ำ 100 ลิตร
-ดินเทพ 10 ซีซี ต่อน้ำ 100 ลิตร
สามารถผสมกันและฉีดพ่นทางใบเป็นละออง ไม่ต้องจี้ ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน ควรฉีดพ่นก่อน 10 โมงเช้า หรือ 5 โมงเย็น เพราะเป็นช่วงปากใบพืชเปิด

ปัญหานี้จะหมดไป
1.ไร่เทพจะไปช่วยแตกรากใหม่ ขยายท่อน้ำเลี้ยง ทำให้ระบบโครงสร้างสมบูรณ์แข็งแรง ฝักใหญ่ เม็ดเยอะ ไม่ฟันหลอ
2.โล่เขียวจะไปช่วยทำให้เส้นใยในโครงสร้างพืชมีความหนาและทน และช่วยให้การเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืชทำได้ยากขึ้น และช่วยให้พืชทนต่อสภาพอากาศร้อนจัดหนาวจัด เขียวทน เขียวนาน
3.ดินเทพ ในกรณีฉีดพ่นทางใบจะช่วยในการจับใบ นำพาสารอาหารเข้าสู่โครงสร้างพืชได้ดีขึ้น และเพิ่มการยึดเกาะที่ผิวใบได้ดี **กรณีดินไม่สมบูรณ์ให้ใช้ดินเทพในขั้นตอนการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก**

เคล็ดลับไร่เทพ “ปลูกมันสำปะหลังให้โตวันโตคืน”

โตวันโตคืน ทั้งในส่วนมันสำปะหลัง และส่วนของเกษตรกร เคล็ดลับไร่เทพ จะทำให้โตไว ใบเขียวเข้ม มันหัวใหญ่ น้ำหนักดี และเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ทำให้เกษตรกรเติบโตมีผลผลิตที่ดี มีกำไร ปลอดภัย ไม่ทิ้งสารตกค้าง

จากข้อมูลวิจัยกรุงศรีคาดว่าอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ในปี 2566-2568 มีแนวโน้มเติบโตดี ตามทิศทางการขยายตัวของความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งตลาดในประเทศ (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเอทานอล) และตลาดส่งออก ตามการขยายตัวของตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก ปัจจัยท้าทายของอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ ปริมาณผลผลิตที่มีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ และโรคระบาด (โรคใบด่างมันสำปะหลัง) รวมถึงด้านการตลาดที่ยังต้องพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก

เคล็ดลับไร่เทพ
การแช่ท่อนพันธุ์ด้วย “ไร่เทพและโล่เขียว” จะช่วยเร่งการแตกราก กักตุนอาหารตั้งแต่เริ่มปลูก โดยสูตรแช่ท่อนพันธุ์แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
1.กรณีแช่ 3-5 ชั่วโมงก่อนปลูก คือ ไร่เทพ 2-4 ซอง ผสมน้ำ 200 ลิตรและโล่เขียว 80-100 ซีซี
2.กรณีแช่ข้ามคืน (10 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 24 ชม.) คือ ไร่เทพ 1-2 ซอง ผสมน้ำ 200 ลิตร และ โล่เขียว 50 ซีซี
ต่อมาในช่วง 14-60 วัน ให้ฉีดพ่น ไร่เทพ 1 ซอง ผสมน้ำ 100 ลิตร กับ โล่เขียว 100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร และดินเทพ (กรณีใช้เป็นสารจับใบ) 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร
**ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน**
ตั้งแต่ 60 วัน ขึ้นไป ให้ฉีดพ่น ไร่เทพ 1 ซอง ผสมน้ำ 100 ลิตร กับ โล่เขียว 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร และดินเทพ (กรณีใช้เป็นสารจับใบ) 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร
**ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน**

7 เคล็ดลับขั้นเทพ ทำนาให้ได้ผลผลิตเพิ่ม ต้องเริ่มที่ไร่เทพ

ประชากรส่วนใหญ่ของสังคมไทยปลูกข้าวทำนาเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่โบราณ เราจึงขอแนะนำเคล็ดลับขั้นเทพ ทำนาให้ได้ผลผลิตเพิ่ม ต้องเริ่มที่ไร่เทพ เพื่อประยุกต์ใช้ในแต่ละพื้นที่ให้ประสบความสำเร็จ และสามารถนำแนวทางในการปฏิบัติในทุกๆขั้นตอนของการทำนาได้ (อ่านต่อด้านล่าง)

1.ดินดี คือ ดินที่เหมาะต่อการเพาะปลูก ซึ่งการเตรียมดินจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะดินเป็นปัจจัยหลักของธาตุอาหารสำหรับข้าว แนะนำให้ใช้ “ดินเทพ” ในการปรับโครงสร้างดินให้พร้อมต่อการเพาะปลูก และการไม่เผาฟางจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเพราะการเผาฟางจะทำลายสภาพดิน เคล็ดลับขั้นเทพแนะทำให้ใช้ดินเทพช่วยเร่งการสลายตอซังข้าว ช่วยสร้างธาตุในดิน ดินดี ร่วนซุย ปลอดภัย ไม่ทิ้งสารตกค้าง

2.เมล็ดพันธุ์ดี คือ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี และใช้ “ไร่เทพ” ผสมกับ “ดินเทพ” แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนหว่านจะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอก และช่วยลดการเกิดโรคที่เกิดจากเชื้อราได้ มีอัตราการใช้ดังนี้

-กรณีรดหัวกระสอบ ใช้ไร่เทพ 1 ซอง ต่อน้ำ 100 ลิตร กับ ดินเทพ 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร **รดให้เปียกชุ่มทั้งกระสอบ**

(กรณีนี้จะรดหลังแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำแล้ว ให้รดไร่เทกับดินเทพที่หัวกระสอบให้ชุ่มก่อนนำไปหว่านในนาข้าว)

-กรณีแช่ 3 ชั่วโมง ใช้ไร่เทพ 1 ซอง ต่อน้ำ 100 ลิตร กับ ดินเทพ 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร

-กรณีแช่ข้ามคืน (10 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) ใช้ไร่เทพ 1 ซอง ต่อน้ำ 200 ลิตร กับ ดินเทพ 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร

เมล็ดข้าวจะงอกขนาด “ตุ่มตา” (มียอดและรากเล็กน้อยโดยรากจะยาวกว่ายอด) พร้อมที่จะนำไปหว่านได้

3.ปุ๋ยดี คือ ต้องมีการให้ปุ๋ยทางใบ “โล่เขียว” ช่วยพืชเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ แข็งแรง พร้อมยังทนต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมะสม ทนต่อโรคและแมลง และให้ปุ๋ยทางดินไปพร้อมกันด้วย

4.บำรุงดี คือ การบำรุงด้วยอาหารเสริมพืช “ตราไร่เทพ” จะทำให้ช่วยเพิ่มผลผลิต ช่วยกระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหาร ทำให้ระบบรากเดินดี ลำล้นแข็งแรง และมีกลิ่นที่แมลงไม่ชอบ แนะนำให้ใช้ไร่เทพผสมดินเทพ (สารจับใบ) ฉีดพ่นทางใบทุกๆ 10-15 วัน

5.น้ำดี คือ การจัดการน้ำอย่างเหมาะสม การนำน้ำเข้า-ออกนา ตามระยะของข้าว โดยให้เอาน้ำเข้าก่อนตีดิน หลังทำเทือกเสร็จแล้วให้ระบายน้ำออกให้ดินแห้งแบบหมาดๆแล้วจึงหว่านข้าว และปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอ

6.การดูแลดี คือการดูแลเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนของการเจริญเติบโต เพราะเนื่องด้วยในปัจจุบันจะมีโรคพืชโรคแมลงที่มาพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้การดูแลแปลงนาต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมต่อเวลานั้นๆ

7.การเก็บเกี่ยวดี คือ ควรเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสม โดยการเก็บเกี่ยวระยะพลับพลึง คือระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่นับจากวันที่ข้าวออกดอกไปแล้ว 28-30 วัน และเก็บเกี่ยวในสภาพที่นาแห้ง หรืออย่างน้อยก็ไม่มีน้ำขังในนาจะช่วยลดการสูญเสียผลผลิตจากข้าวที่ร่วงระหว่างการเก็บเกี่ยวได้ 20%

เคล็ดลับแช่เมล็ดพันธุ์ข้าว

วันนี้ขอแนะนำเคล็ดลับการแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนที่จะหว่านลงแปลงนา ด้วยวิธีง่ายๆ “เคล็ดลับไร่เทพ” ซึ่งประโยชน์ของการแช่เมล็ดพันธุ์ข้าว จะทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกสูงขึ้น ทำให้งอกได้ไว ลดการเกิดโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้ข้าวออกสม่ำเสมอ ทำให้ข้าวมีรากมากขึ้น ทำให้มีการเจริญเติบโตได้ดี และข้าวแตกกอดี โตได้อย่างสมบูรณ์

การแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพสูงจะช่วยบำรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวจนกระทั่งงอกเป็นต้นกล้าที่สมบูรณ์ ซึ่งเคล็ดลับนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกสายพันธุ์ข้าวเลย

อัตราการใช้

-กรณีรดหัวกระสอบ ใช้ไร่เทพ 1 ซอง ต่อน้ำ 100 ลิตร กับ ดินเทพ 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร **รดให้เปียกชุ่มทั้งกระสอบ**

(กรณีนี้จะรดหลังแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำแล้ว ให้รดไร่เทกับดินเทพที่หัวกระสอบให้ชุ่มก่อนนำไปหว่านในนาข้าว)

-กรณีแช่ 3 ชั่วโมง ใช้ไร่เทพ 1 ซอง ต่อน้ำ 100 ลิตร กับ ดินเทพ 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร

-กรณีแช่ข้ามคืน (10 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) ใช้ไร่เทพ 1 ซอง ต่อน้ำ 200 ลิตร กับ ดินเทพ 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร

เมล็ดข้าวจะงอกขนาด “ตุ่มตา” (มียอดและรากเล็กน้อยโดยรากจะยาวกว่ายอด) พร้อมที่จะนำไปหว่านได้

ไม่ต้องกังวล .. น้ำท่วมนาแต่ข้าวไม่ตาย

ตอนนี้ประเทศไทยตอนบนพบกับวิกฤตน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากมาเร็วและหนักกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้เกิดความเสียหายในพื้นที่จังหวัดของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ตาก เชียงราย น่าน แพร่ พะเยา และ สุโขทัย ซึ่งส่งผลต่อภาคการเกษตรด้วย ดังนั้นในพื้นที่ที่น้ำจะไหลผ่านลงสู่ทะเลอ่าวไทย เกษตรกรควรมีการเตรียมรับมือกับมวลน้ำจำนวนมาก

 

เราไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำได้แต่เราสามารถที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวช่วยได้ กล่าวคือตัวช่วยให้พืชสามารถทนได้กว่าปกติในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต แต่พืชจะสามารถเติบโตให้สามารถให้ผลผลิตได้ และฟื้นตัวได้ไวหากสามารถรีบระบายน้ำออกได้ทันเวลา

 

 

โล่เขียว มีส่วนผสมของแมกนีเซียมกับสังกะสี จะช่วยทำให้พืชเขียวทน เขียวนาน ทนทานต่อโรคและแมลง อีกทั้งจะช่วยพืชทนต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมได้ดี

ไร่เทพ จะช่วยกระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหาร ทำให้พืชนำสารอาหารไปใช้ได้ทันที ส่งผลให้เพิ่มผลผลิต เพิ่มน้ำหนัก และมีกลิ่นที่แมลงไม่ชอบ ที่สำคัญช่วยฟื้นฟูได้ดี

ดินเทพ ในกรณีใช้เป็นสารจับใบเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไร่เทพกับโล่เขียว

 

 

อัตราการใช้

โล่เขียว 200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร

ไร่เทพ 1 ซอง ผสมน้ำ 100 ลิตร

ดินเทพ 20 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร

สามารถผสมกันแล้วฉีดพ่นทางใบ เป็นละอองไปเกาะไม่ต้องจี้ ฉีดพ่นก่อน 10 โมงเช้า หรือหลัง 5 โมงเย็น

เจ้าของสวนชื่นใจ “อินทผลัม” 1 ต้น 12 จั่น ลูกดก รสชาติดี ขายได้กำไร

อินทผลัม เป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง และเกษตรกรกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีการปลูกมากขึ้น เนื่องจากปลูกง่าย เก็บผลผลิตได้ในระยะยาว ให้ผลตอบแทนสูง ที่สำคัญเป็นผลไม้ที่เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในเขตที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง

อินทผลัม มีประโยชน์ช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มกำลัง ขจัดความเมื่อยล้า ช่วยดับความหนาวเย็น ช่วยในการขับถ่าย ถ่ายสะดวก ป้องกันโรคท้องผูก เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากในอินทผลัมมีสารฟีลกูลีน จึงช่วยบำรุงการหลั่งน้ำเชื้อของเพศชายได้ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองด้วย

วันนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญในการปลูกอินทผลัม นั่นคือ คุณนุช หรือคุณวรนุช พันธุ์ศิริ เป็นชาวตำบลเลาขวัญ อำเภอขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเจ้าของสวนอินทผลัม 3 เจ ฟาร์ม เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่สามารถปลูกอินทผลัมได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี เพราะใส่ใจในทุกๆขั้นตอนการผลิต เริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน โดยมีการวัดค่า pH ของดิน และใช้ดินเทพปรับโครงสร้างดินให้ดินที่สมบูรณ์เหมาะสมแก่การเพราะปลูก (ใช้ร่วมกับปุ๋ยมูลสัตว์) จากนั้นบำรุงธาตุอาหารให้กับพืชตรงจุดตามความต้องการของพืชด้วยไร่เทพและโล่เขียว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปลูกอินทผลัมให้ได้ผลผลิตที่สูง เจ้าของสวนชื่นใจ

การเตรียมดินใช้ดินเทพ อัตราส่วน ดินเทพ 40 ซีซี ต่อน้ำ 50 ลิตร รดที่โคนต้น (ใช้ร่วมกับมูลสัตว์)

การบำรุงด้วยไร่เทพและโล่เขียว อัตราส่วน
ไร่เทพ 1 ซอง ต่อน้ำ 100 ลิตร
โล่เขียว 100 ซีซี ต่อน้ำ 100 ลิตร

เคล็ดลับเพิ่มผลผลิต “มันสำปะหลัง”

มันสำปะหลังจัดได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เกษตรกรในหลายพื้นที่สร้างรายได้จากการปลูกมันสำปะหลัง และในอนาคตคาดว่าความต้องการณ์ใช้มันสำปะหลังในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการนำมันสำปะหลังมาผลิตในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน จึงส่งผลให้เกษตรกรใส่ใจกับการปลูกมันสำปะหลังให้มีคุณภาพและปริมาณสูง

      การใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่เตรียมดินจนถึงการเก็บเก็บผลผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากอยากประสบความสำเร็จในการปลูกมันสำปะหลัง ไร่เทพมีเคล็ดลับเพิ่มผลผลิตในการปลูกมันสำปะหลังให้มีทั้งคุณภาพและปริมาณที่สูงได้

ในขั้นตอนก่อนปลูก การเตรียมดินให้มีความสมบูรณ์ก่อนปลูกด้วย “ดินเทพ” สารปรับโครงสร้างดินที่เป็นสารอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในดิน ช่วยลดความเป็นกรดของดิน เพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินฟู ร่วนซุย ทั้งมีความปลอดภัยไม่ทิ้งสารตกค้าง อัตราการใช้ ดินเทพ 40-50 ซีซี ต่อน้ำ 50 ลิตร

การแช่ท่อนพันธุ์ด้วย “ไร่เทพและโล่เขียว” จะช่วยเร่งการแตกราก กักตุนอาหารตั้งแต่เริ่มปลูก โดยสูตรแช่ท่อนพันธุ์แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีแช่ 3-5 ชั่วโมงก่อนปลูก คือ ไร่เทพ 2-4 ซอง ผสมน้ำ 200 ลิตรและโล่เขียว 80-100 ซีซี 2.กรณีแช่ข้ามคืน (10 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 24 ชม.) คือ ไร่เทพ 1-2 ซอง ผสมน้ำ 200 ลิตร และ โล่เขียว 50 ซีซี

ต่อมาในช่วง 14-60 วัน ให้ฉีดพ่น ไร่เทพ 1 ซอง ผสมน้ำ 100 ลิตร กับ โล่เขียว 100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร และดินเทพ (กรณีใช้เป็นสารจับใบ) 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร
**ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน**

ตั้งแต่ 60 วัน ขึ้นไป ให้ฉีดพ่น ไร่เทพ 1 ซอง ผสมน้ำ 100 ลิตร กับ โล่เขียว 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร และดินเทพ (กรณีใช้เป็นสารจับใบ) 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร
**ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน**

ลบฃ

 

หมายเหตุ ฉีดพ่นทางใบเป็นละออง ไม่ต้องจี้ ควรฉีดพ่นก่อน 10 โมงเช้า และหลัง 5 โมงเย็น

วัชพืชตัวร้าย … ปัญหาใหญ่ของชาวนา

เลี่ยงไม่ได้เลยกับปัญหาเรื่องหญ้าในนาข้าวของชาวนาที่ต้องพบเจอ แต่หากมีวิธีจัดการที่ถูกต้องและรวดเร็วก็จะทำให้ความเสียหายลดน้อยลง ซึ่งจะพบว่าวิธีการป้องกันกำจัดวัชพืชในแปลงนาข้าวจะต้องใช้สารป้องกันกำจัดที่เฉพาะเจาะจงกับวัชพืชนั้นๆ และเคล็ดลับไร่เทพที่อยากแนะนำให้ผสมดินเทพลงไปด้วยเพื่อช่วยลดแรงตึงผิวและให้สารป้องกันกำจัดวัชพืชแพร่เข้าสู่ใบได้ดีและเร็วขึ้น ทำให้สารเหล่านั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อัตราการใช้ ดินเทพ 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร สามารถผสมฉีดพ่นพร้อมสารป้องกันกำจัดวัชพืช

หญ้าข้าวนก หรือ หญ้าพุ่มพวง (Bamyard grass) ใบอ่อนจะเป็นคลื่นสีเขียวอ่อนถึงสีเขียว เส้นใบสีเขียวอ่อน ใบจะยาวกว่าใบข้าว ดอกเป็นช่อ ออกดอกได้ตลอดปีเมื่ออายุ 2-3 เดือน ชอบขึ้นในสภาพดินชื้นแฉะความชื้นตั้งแต่ 50 % สามารถงอกใต้น้ำได้ลึก 1-2 เซนติเมตร การขังน้ำไว้ประมาณ 3-7 วัน จะสามารถทำลายการพักตัวของเมล็ดได้ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพน้ำขัง สารกำจัดวัชพืช ประเภทก่อนวัชพืชงอก เช่น เพรททิลาคลอร์, บิวทาคลอร์ ประเภทหลังวัชพืชงอก เช่น ควินคลอแรก, ไซฮาโลฟอบ-บิวทิล, บีสไพริแบก-โซเดียม, ฟีนอกซาพรอป-พี-เอทิล, โพรพานิล

หญ้าดอกขาว ลำต้นตรงหรือโน้ม ความสูง 12-120 ซ.ม.  ใบเรียบและปรกแหลมและเรียวยาว  กาบใบเรียบ มีเยื่อกันน้ำฝนเป็นแผ่นบาง ออกดอกได้ตลอดปี  ชอบขึ้นในสภาพดินแห้งถึงชื้น ไม่ชอบขึ้นในสภาพดินแฉะและไม่สามารถงอกใต้น้ำได้  หากงอกแล้วจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพน้ำขัง  แต่ไม่สามารถยืดตัวหนีน้ำได้  สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนวัชพืชงอก เช่น เพรททิลาคลอร์, บิวทาคลอร์ ประเภทหลังวัชพืชงอก เช่น ฟีนอกซาพรอป-พี-เอทิล, ไซฮาโลฟอพ-บิวทิล, ควิสซาโลฟอพ-พี-เทฟูริล

กกขนาก  ลำต้นมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมไม่มีข้อปล้อง  ใบไม่แยกเป็นก้านใบและแผ่นใบ  ก้านชูดอกสูง 30-40 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกช่อ  ลักษณะแน่นกลม  คล้ายร่มที่ซ้อนกัน ออกดอกตลอดปี  เมื่ออายุ 2-3 เดือน  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  ชอบขึ้นในที่ชื้นแต่ไม่งอกใต้น้ำ  เมื่องอกแล้วเจริญเติบโตได้ในที่น้ำขัง สารกำจัดวัชพืช ประเภทก่อนวัชพืชงอก เช่น เพรททิลาคลอร์, บิวทาคลอร์ ประเภทหลังวัชพืชงอก เช่น เมทซัลฟูรอน-เมทธิล+คลอริมูรอน-เอทธิล, 2,4-D,บีสไพริแบก-โซเดียม, โพรพานิล, ไพราโซซัลฟูรอน-เอทธิล

กกทราย ลำต้นมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมไม่มีข้อปล้อง ใบไม่แยกเป็นก้านใบและแผ่นใบ  ก้านชูดอกสูง 20-60 เซนติเมตร  ช่อดอกแตกแขนงจากจุดเดียวกัน 3-8 แขนง  ดอกย่อยอัดกันแน่นบนก้านช่อดอกย่อยเป็น 2 แถว  ประกอบด้วยดอกจำนวน 6-24 ดอก ออกดอกตลอดปีเมื่ออายุ  2-3 เดือน ขึ้นในที่แห้งและชื้น ชอบขึ้นในดินเหนียวปนทรายและชื้น ไม่งอกใต้น้ำในสภาพนาหว่านน้ำตมจะงอกหลังข้าว เมื่องอกแล้วเจริญได้ในที่น้ำขัง สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนวัชพืชงอก เช่น เพรททิลาคลอร์, บิวทาคลอร์, ออกซาไดอะซอน ประเภทหลังวัชพืชงอก เช่น เมทซัลฟูรอน-เมทธิล+คลอริมูรอน-เอทธิล, 2,4-D, บีสไพริแบก-โซเดียม, โพรพานิล

หนวดปลาดุก ใบแตกขึ้นเป็นกอ  แบนและบอบบางคล้ายพัด  ลำต้นอาจมีลักษณะกลมหรือเป็นสามเหลี่ยมไม่มีข้อปล้อง ใบไม่แยกเป็นก้านใบและแผ่นใบ  ใบแหลมแผ่นใบเล็กและยาว  ก้านชูดอกสูง 25-50 ซม.  ช่อดอกเป็นรูปคล้ายร่มซ้อนกันหลายชั้น  ประกอบด้วยดอกย่อย 50-100 ดอก  แต่ละดอกจะเป็นรูปกลมไม่มีก้าน ประกอบด้วยดอกจำนวนมาก  ออกดอกหลังงอกเพียง 1-2 เดือน  มีวงจรชีวิตประมาณ 3-4 เดือน  ชอบงอกในสภาพดินชื้น ไม่งอกใต้น้ำที่ลึกกว่า 2 ซม. เมื่องอกแล้วเจริญได้ในที่น้ำขัง  เติบโตได้ในที่แห้งและน้ำขัง  พบมากในที่ดินมีฟอสฟอรัสสูง  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดแพร่ระบาดโดยลมและน้ำ สารกำจัดวัชพืช ประเภทก่อนวัชพืชงอก เช่น เพรททิลาคลอร์, บิวทาคลอร์ ประเภทหลังวัชพืชงอก เช่น เมทซัลฟูรอน-เมทธิล+คลอริมูรอน-เอทธิล, 2,4-D, บีสไพริแบก-โซเดียม, โพรพานิ

 

เจอเพลี้ยไฟ ทำไงดี?

                ช่วงนี้เพลี้ยไฟระบาดลงแปลงนาเป็นจำนวนมาก จัดได้ว่าเป็นปัญหาหนึ่งของเกษตรกรที่ต้องพบเจอ เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนแล้ง ฝนที่ทิ้งช่วงยาวนาน รวมทั้งการหนีตายจากแปลงใกล้เคียง

แต่หากเจอเพลี้ยไฟแล้ว ทำไงดี?
                  ปัญหานี้ตอบได้จากประสบการณ์จริงของแปลงนาผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ตราไร่เทพ กล่าวคือ นาข้าว 50 ไร่ แปลงนี้ มีอายุ 15 วัน ได้ฉีดผลิตภัณฑ์ ตราไร่เทพ รอบแรกในอัตราการใช้ดังนี้ ไร่เทพ 12 ซอง ดินเทพ 400 ซีซี (20 ฝา) และโล่เขียว 4 ขวด (4000 มิลลิลิตร) โดยใช้โดรนเกษตรฉีดพ่นทั่วแปลงนา ส่วนนี้จะทำให้ข้าวได้รากอย่างสมบูรณ์และต้นแข็งแรงพร้อมที่จะเติบโตไปในระยะต่อไป

                  แต่พอข้าวอายุ 20 วัน เริ่มมีการระบาดของเพลี้ยไฟในพื้นที่ซึ่งทางเราไม่ได้ฉีดป้องไว้ก่อน เนื่องด้วยไร่เทพมีคุณสมบัติพิเศษที่มีกลิ่นที่แมลงไม่ชอบ ในช่วงแรกเพลี้ยไฟยังไม่มาลงแปลงมาจะเห็นว่าเมื่อเทียบกับแปลงนาข้างๆ แปลงนาที่ไม่ได้ใช้ไร่เทพเพลี้ยลงใบข้าวมีสีเขียวอ่อน ซึ่งแตกต่างกับแปลงนาที่ใช้ไร่เทพอย่างชัดเจน แต่เมื่อแปลงนาข้างๆมีการฉีดพ่นกำจัดเพลี้ยไฟแล้วนั้น ทำให้เพลี้ยไฟเหล่านั้นหนีตายมาแปลงข้างๆ เกิดความเสียหายจากการโดนเพลี้ยไฟเข้าทำลายต้นข้าวเกิดปลายใบไหม้ ข้าวมีอาการเหลือง แต่เมื่อเทียบอาการเพลี้ยลงแปลงนากับแปลงนาที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ ตราไร่เทพ แล้วพบว่าแปลงนาที่ใช้ผลิตภัณฑ์ ตราไร่เทพ มีสีเหลืองที่เกิดจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

                  เมื่อเจอเพลี้ยไฟหนีตามาลงแปลงนา จึงฉีดพ่นยากำจัดเพลี้ยไฟร่วมกับผลิตภัณฑ์ ตราไร่เทพ อัตราการใช้ไร่เทพ 10 ซอง ผสมโล่เขียว 4 ขวด (4000 มิลลิลิตร) และดินเทพ 400 ซีซี (20 ฝา) โดยใช้โดรนเกษตรฉีดพ่นทั่วแปลงนา

                  หลังการฉีดพ่น 3 วัน เห็นได้ว่า ข้าวมีการฟื้นตัวจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟได้อย่างรวดเร็ว จากที่ต้นข้าวที่มีสีอมเหลืองและใบมีอาการโค้งงอ ปลายใบไหม้ ตอนนี้ต้นข้าวกลับมามีความเขียวสด ต้นข้าวยืดตรงไม่โค้งงอ ระบบรากมีความสมบูรณ์ รากเยอะ รากขาวดูสะอาดไม่เป็นโรค และพร้อมจะยึดเกาะดินที่ร่วนซุยพยุงต้นให้เติบโตต่อไป

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าแปลงนาข้าวจะเกิดปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่หากปัญหาที่เกิดขึ้นถูกแก้ไขได้ถูกวิธีและรวดเร็วปัญหาเหล่านั่นก็จะหมดไป

#ไร่เทพ #ดินเทพ #โล่เขียว #เพลี้ยไฟ #นาข้าว #เกษตรกร

 

ไร่เทพปันน้ำใจ “มอบทุการศึกษา ให้กับเด็กพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลน”

คุณเชอรี่ มนต์พิชิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์ตราไร่เทพ เห็นความสำคัญในการให้โอกาส และการศึกษาจึงเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสในการดำเนินชีวิตให้หลุดพ้นจากความจนได้ เนื่องจากปัญหาเด็กด้อยโอกาสที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม เด็กและเยาวชนหลายๆ คนกลายเป็นเด็กด้อยโอกาส ทำให้ขาดโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณเชอรี่จึงได้มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ พื้นที่ห่างไกล และขาดแคลน ผ่านมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นการ “ส่งเสริมการศึกษาให้สว่างไสว สร้างอนาคตที่สดใสให้น้อง” และร่วมบริจาคและจุดไฟแห่งปัญญาให้แก่เด็กๆ เพื่อให้อนาคตของพวกเขาส่องสว่าง และพร้อมส่งต่อสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม โดยพร้อมเป็นแรงสนับสนุนที่จะช่วย “จุดประกายความรู้ สู่พัฒนาการสมวัย” ของเด็กยากไร้ที่ขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ

ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณเชอรี่ ได้มีการมอบทุนการศึกษานี้อย่างต่อเนื่องและตั้งใจจะทำต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น

เฝ้าระวังหนอนเจาะผลทุเรียน

เฝ้าระวังหนอนเจาะผลทุเรียน

สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เตือนผู้ปลูกทุเรียน เฝ้าระวังหนอนเจาะผลทุเรียน ศัตรูพืชเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำความเสียหายให้แก่ทุเรียน
การระบาดของศัตรูพืชทำให้ผลผลิตทุเรียนลดลง และคุณภาพของผลผลิตต่ำ แมลงและไร ศัตรูพืชที่สำคัญและทำความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่ทุเรียน
โดยหนอนเจาะผลทุเรียนมักพบการเข้าทำลายในช่วงที่ต้นทุเรียนอยู่ในระยะติดผล
เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนในระยะนี้ จะพบการเข้าทำลายทุเรียนตั้งแต่ผลเล็ก
อายุประมาณ 2 เดือน จนถึงผลใหญ่ทำให้ผลเป็นแผล อาจเป็นผลให้ผลเน่าและร่วงเนื่องจากเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ
การที่ผลมีรอยแมลงทำลายทำให้ขายไม่ได้ราคา
ถ้าหากหนอนเจาะกินเข้าไปจนถึงเนื้อผล ทำให้บริเวณดังกล่าวเน่าเมื่อผลสุก โดยจะสังเกตเห็นมูลและรังของหนอนได้อย่างชัดเจนที่บริเวณเปลือกผลทุเรียน
และจะมีน้ำไหลเยิ้มเมื่อทุเรียนใกล้แก่ ผลทุเรียนที่อยู่ชิดติดกันหนอนจะเข้าทำลายมากกว่าผลที่อยู่เดี่ยวๆ เพราะแม่ผีเสื้อชอบวางไข่บริเวณรอยสัมผัสนี้

 

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

    1. หมั่นตรวจดูผลทุเรียน เมื่อพบรอยทำลายของหนอน ให้ใช้ไม้หรือลวดแข็งเขี่ยตัวหนอนออกมาทำลาย
    2. ผลทุเรียนที่ถูกหนอนเจาะ ควรทำลายโดยการเผาไฟหรือฝัง
    3. ไร่เทพ เป็นอาหารทางใบที่มีผลต่อการสังเคราะห์แสงของพืช โดยมีกลิ่นที่แมลงไม่ชอบ ช่วยป้องกันแมลงได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังไปช่วยฟื้นฟู ซ่อมแซม และช่วยเพิ่มผลผลิตด้วย และปุ๋ยโล่เขียว จะช่วยทำให้ผลและใบสมบูรณ์ ใบใหญ่ เขียวเข้ม ต้นแข็งแรง ผลไม่โทรมและยังช่วยให้ทนต่อโรคได้ดียิ่งขึ้น ส่วนดินเทพ สารปรับโครงสร้างดิน มีอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในดิน จึงช่วยเพิ่มจุลินทรีย์และช่วยส่งเสริมการสร้างธาตุอาหารในดิน อีกทั้งใช้แทนสารจับใบ ทำให้ไร่เทพและปุ๋ยโล่เขียวมีประสิทธิภาพมากขึ้น (อัตราการใช้ไร่เทพ 1 ซอง ผสมน้ำ 100 ลิตร ผสมปุ๋ยโล่เขียว 100 มิลลิลิตร และผสมดินเทพ 10 มิลลิลิตร)
    4. ตัดแต่งผลทุเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป ควรตัดแต่งผลไม่ให้ติดกัน และใช้ใช้กิ่งไม้หรือกาบมะพร้าวคั่นระหว่างผล เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยวางไข่หรือตัวหนอนเข้าหลบอาศัย สามารถลดการทำลายของหนอนเจาะผลได้
    5. การห่อผลด้วยถุงพลาสติกสีขาวขุ่น เจาะรูที่บริเวณขอบล่างเพื่อให้หยดน้ำระบายออก โดยเริ่มห่อผลตั้งแต่ผลทุเรียนมีอายุ 6 สัปดาห์ เป็นต้นไป จะช่วยลดความเสียหายได้
    6. หากพบการระบาดรุนแรงของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพเมื่อจำเป็นต้องใช้ คือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเฉพาะส่วนผลทุเรียนที่พบการทำลายของหนอนเจาะผล

 

หมายเหตุ การผลิตทุเรียนส่งออกควรจัดการตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agricultural Practice; GAP) กรณีการใช้สารเคมีควรใช้อัตราตามฉลาก และเกษตรกรควรทิ้งช่วงก่อนเก็บเกี่ยวหลังจากการพ่นสารครั้งสุดท้ายแล้วอย่างน้อย 7 วัน

 

 

        

 

 

ที่มา: กรมวิชาการเกษตร