Tag Archives: ไนโตรเจน

ธาตุอาหารหลักของพืชมี 3 ชนิด N P K ทำหน้าที่อะไร ขาดแล้วเป็นอย่างไร?

โดยทีมงานไร่เทพ · อัปเดตล่าสุด 27 ตุลาคม 2569

คำตอบสั้น ๆ: ธาตุอาหารหลักของพืชมี 3 ชนิด คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) เรียกว่า “หลัก” เพราะพืชต้องการในปริมาณมาก และดินที่ใช้ปลูกพืชมักขาดธาตุเหล่านี้ ตามกรมส่งเสริมการเกษตร พืชต้องการธาตุอาหารทั้งหมด 17 ธาตุ ส่วนตำราเก่าหรือบางเล่มบอก 16 ธาตุ เพราะนิกเกิล (Ni) เพิ่งถูกพิสูจน์ว่าจำเป็นต่อพืชในปี พ.ศ. 2530

ธาตุอาหารหลัก N P K แต่ละตัวทำหน้าที่อะไร?

ทั้ง 3 ธาตุมีหน้าที่ต่างกัน ขาดตัวหนึ่ง ธาตุอื่นมาทดแทนไม่ได้ ตารางนี้สรุปให้ดูเทียบกัน

ธาตุหน้าที่หลักส่วนที่พืชใช้มากอาการเมื่อขาด
N ไนโตรเจนสร้างโปรตีนและคลอโรฟิลล์ ช่วยให้ลำต้นและใบโตใบ ลำต้น ยอดใบแก่ เหลืองซีดก่อน ต้นแคระ โตช้า
P ฟอสฟอรัสพัฒนาราก ช่วยแตกกอ ออกดอก ออกผล เป็นส่วนประกอบของสารเก็บพลังงาน (ATP) ในเซลล์ราก ดอก ผล เมล็ดใบแก่ เปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้วน้ำตาล รากไม่เจริญ แตกกอไม่ดี
K โพแทสเซียมช่วยลำเลียงน้ำตาลและแป้งไปเก็บที่ผลและหัว คุมการเปิดปิดปากใบ เพิ่มคุณภาพผลผล หัว ลำต้นใบแก่ ขอบใบไหม้ ลำต้นอ่อนแอ ผลคุณภาพต่ำ

หมายเหตุ: อาการขาด P และ K อ้างจากหน้า 17 ธาตุอาหารพืชของกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนข้อว่าอาการของ N P K ขึ้นที่ใบแก่ก่อน มาจากหลักทั่วไปของสรีรวิทยาพืช (ธาตุกลุ่มนี้ย้ายจากใบแก่ไปเลี้ยงใบอ่อนได้)

ธาตุอาหารพืชทั้ง 17 ธาตุ แบ่งเป็นกี่กลุ่ม?

แบ่งเป็น 4 กลุ่มตามแหล่งที่มาและปริมาณที่พืชต้องการ ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรสรุปไว้ (ตำราบางเล่มรวมกลุ่มที่ 3 และ 4 เป็น “จุลธาตุ”)

กลุ่มธาตุหน้าที่สั้น ๆ
จากอากาศและน้ำ (3)คาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O)วัตถุดิบสร้างน้ำตาลจากการสังเคราะห์แสง
ธาตุอาหารหลัก (3)ไนโตรเจน (N)สร้างโปรตีนและคลอโรฟิลล์
ฟอสฟอรัส (P)ราก ดอก ผล ส่วนประกอบของ ATP
โพแทสเซียม (K)ลำเลียงน้ำตาลและแป้ง ปากใบ คุณภาพผล
ธาตุอาหารรอง (3)แคลเซียม (Ca)ผนังเซลล์ ปลายราก ยอดอ่อน
แมกนีเซียม (Mg)ศูนย์กลางโมเลกุลคลอโรฟิลล์
กำมะถัน (S)ส่วนประกอบของโปรตีนบางชนิด
ธาตุอาหารเสริม หรือจุลธาตุ (8)เหล็ก (Fe)จำเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลล์
แมงกานีส (Mn)ช่วยการสังเคราะห์แสง
สังกะสี (Zn)ช่วยการสร้างเอนไซม์และการยืดของยอด
ทองแดง (Cu)ช่วยเอนไซม์ในการหายใจ
โบรอน (B)ช่วยการติดดอก ผสมเกสร
โมลิบดีนัม (Mo)ช่วยการใช้ไนโตรเจนในต้น
คลอรีน (Cl)ช่วยการทำงานของปากใบและสมดุลน้ำในเซลล์ พืชไม่ค่อยขาด
นิกเกิล (Ni)ส่วนประกอบของเอนไซม์ยูรีเอส ช่วยพืชใช้ยูเรียในต้น พืชต้องการน้อยมาก

ตามบทความของสสวท. พืชได้ C H O จากอากาศและน้ำ 3 ธาตุ และอีก 14 ธาตุ (รวมนิกเกิล) จากดิน

ดูอย่างไรว่าพืชขาดธาตุอาหารหลัก?

เริ่มจากดูว่าอาการขึ้นที่ใบแก่ (ใบล่าง) หรือใบอ่อน (ใบยอด) แล้วจึงเทียบตารางด้านบน

  • ใบแก่เหลืองก่อน ต้นแคระ: สงสัยขาด N
  • ใบแก่ม่วงหรือคล้ำ รากน้อย: สงสัยขาด P
  • ขอบใบแก่ไหม้ ผลเล็ก คุณภาพต่ำ: สงสัยขาด K
  • ใบแก่เหลืองระหว่างเส้นใบ แต่เส้นใบยังเขียว: สงสัยขาด Mg (ธาตุอาหารรอง)
  • ใบอ่อนหรือยอดเหลือง: มักเป็น S Fe Mn Zn ไม่ใช่ N P K
  • ยอดอ่อนหงิก บิดเบี้ยว หรือยอดตาย: มักเป็น Ca หรือ B

ใบเหลืองมีหลายสาเหตุ ทั้งขาดธาตุ น้ำขัง รากเสีย และโรค ดูวิธีแยกสาเหตุแบบละเอียดได้ที่ทำไมใบพืชเป็นสีเหลือง ส่วนการสังเกตด้วยตาเป็นวิธีเบื้องต้นที่เร็วและประหยัด แต่ถ้าจะยืนยัน ควรตรวจดินหรือเนื้อเยื่อพืชร่วมด้วย

ธาตุอาหารหลักมาจากไหน ต้องใส่ปุ๋ยแบบไหน?

ธาตุอาหารหลักมาจากดินและปุ๋ย ถ้าดินไม่พอก็ต้องเติมด้วยปุ๋ย และบนกระสอบปุ๋ยเคมีจะมีตัวเลข 3 ชุดบอกปริมาณของ N P K ให้เสมอ

  • อ่านสูตรปุ๋ย N-P-K: ตัวเลข 3 ตัวบนกระสอบปุ๋ยเคมีคือ ไนโตรเจน (N) – ฟอสเฟต (P₂O₅) – โพแทช (K₂O) เป็นเปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก
  • ตัวอย่าง 16-16-8: ปุ๋ย 100 กิโลกรัม มี N 16 กก. ฟอสเฟต 16 กก. และโพแทช 8 กก.
  • ปุ๋ยเดี่ยว: เน้นธาตุเดียว เช่น ยูเรีย (46-0-0) มี N 46% ไม่มีฟอสเฟตและโพแทช อ่านเพิ่มที่วิธีใช้ปุ๋ยยูเรีย
  • ตรวจดินก่อนซื้อ: กรมพัฒนาที่ดินมีบริการวิเคราะห์ดินออนไลน์ (e-Service ตรวจสอบดินเพื่อการเกษตร) ส่งตัวอย่างดินหรือค้นผลวิเคราะห์ดินใกล้แปลงได้ ผลบอกค่าอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และคำแนะนำการใส่ปุ๋ย

N P K คือมื้อหลักของพืช ถ้ามื้อหลักไม่พอ อาหารเสริมอย่างเดียวก็แทนไม่ได้

ในฐานะผู้ผลิตอาหารเสริมพืชที่ใช้คู่กับปุ๋ยเดิม เรามองว่าก่อนจะเลือกผลิตภัณฑ์ใด ๆ เกษตรกรควรรู้ก่อนว่าพืชของตัวเองขาดอะไร การดูอาการที่ใบแก่/ใบอ่อน แล้วตรวจดินยืนยัน ช่วยให้ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น

อ่านต่อ:

ธาตุอาหารพืชมีคำถามอะไรที่คนถามบ่อย?

ธาตุอาหารหลักของพืชมีอะไรบ้าง?

มี 3 ชนิด คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) พืชต้องการมาก และดินมักขาด จึงเป็นธาตุหลักในปุ๋ยเคมีทั่วไป

ธาตุอาหารพืชมีกี่ชนิด 16 หรือ 17?

17 ธาตุตามกรมส่งเสริมการเกษตรและ สสวท. ตำราเก่าหรือบางเล่มบอก 16 ธาตุ เพราะนิกเกิลเพิ่งถูกพิสูจน์ว่าจำเป็นต่อพืชในปี พ.ศ. 2530 ถ้าไม่นับ C H O ที่ได้จากอากาศและน้ำ จะเหลือ 14 ธาตุที่พืชดูดจากดิน

ธาตุอาหารรองของพืชมีอะไรบ้าง?

มี 3 ธาตุ คือ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) พืชต้องการรองลงมาจากธาตุอาหารหลัก

ธาตุอาหารมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร?

ธาตุอาหารใช้สร้างส่วนประกอบของต้น เช่น โปรตีน คลอโรฟิลล์ ราก ดอก ผล ถ้าธาตุใดขาด พืชโตไม่ครบวงจรชีวิต และธาตุอื่นมาทดแทนไม่ได้ พืชจะแสดงอาการผิดปกติให้เห็นที่ใบ ผล กิ่ง หรือลำต้น

ปุ๋ยกับธาตุอาหารต่างกันอย่างไร?

ธาตุอาหารคือสิ่งที่พืชดูดไปใช้ ส่วนปุ๋ยคือวัสดุที่เติมลงดินหรือพ่นทางใบเพื่อให้ธาตุอาหารเหล่านั้น เช่น ยูเรียให้ N


ใส่ปุ๋ยหลักครบแล้ว อยากบำรุงเพิ่ม ไร่เทพคืออะไร?

ถ้าใส่ปุ๋ยหลักครบแล้วและอยากบำรุงเพิ่ม ไร่เทพเป็นอาหารเสริมพืช ไม่ใช่ปุ๋ย ใช้คู่กับปุ๋ยหลักเดิม ไม่ได้ให้ N P K แทนปุ๋ย

  • ส่วนผสมสำคัญ: กรดฮิวมิค กรดฟูลวิค อะมิโนสูตรที่ไร่เทพพัฒนาเอง และผงสาหร่ายทะเล
  • วิธีใช้: ผสมน้ำฉีดพ่นทางใบ ใช้ควบคู่กับโปรแกรมปุ๋ยเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนปุ๋ยที่ใช้อยู่

ไม่แน่ใจว่าพืชของคุณขาดอะไร ส่งรูปใบและบอกชนิดพืช ระยะที่ปลูก มาทาง LINE @raithep ทีมงานช่วยดูให้ ดูภาพรวมได้ที่หน้าแรกไร่เทพ

ปุ๋ยอินทรีย์&ปุ๋ยชีวภาพ

ปุ๋ยอินทรีย์

คือปุ๋ยที่ประกอบไปด้วยสารอินทรีย์อันเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นซากพืช ซากสัตว์ ผลิตผลที่ได้จากตัวสัตว์ หรือแม้แต่เศษซากจากกระบวนการบางอย่างของเหล่าจุลินทรีย์ ความแตกต่างของที่มาส่งผลให้ลักษณะทางกายภาพของปุ๋ยอินทรีย์นั้นแตกต่างกัน และมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันด้วย ปุ๋ยอินทรีย์ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนและเป็นต้นแบบเพื่อการต่อยอดให้กับปุ๋ยประเภทอื่น เรารู้จักการใช้ประโยชน์จากปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งแต่ยังไม่เข้าใจถึงองค์ประกอบของมันเสียอีก โดยคาดว่าปุ๋ยมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอกน่าจะเป็นชนิดแรกที่ถูกนำมาใช้งาน 1. ปุ๋ยคอก (Animal manure) คือ ปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ ตัวอย่างของประเภทสัตว์ที่นิยมใช้กันได้แก่ มูลโค มูลไก่ มูลเป็ด และมูลสุกร แน่นอนว่ามูลสัตว์ชนิดอื่นก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน แต่มูลของสัตว์เหล่านี้หาได้ง่ายกว่า อีกทั้งส่วนมากยังเป็นผลพลอยได้ของการเกษตรเชิงผสมผสานอยู่แล้วด้วย มูลสัตว์นั้นไม่ใช่ของเสียแต่เป็นซากพืชซากสัตว์ที่ผ่านการย่อยในกระเพาะอาหารมาแล้ว จึงมีธาตุอาหารหลายชนิดที่ดีต่อพืชและดิน 2. ปุ๋ยหมัก (Compost) คือ ปุ๋ยที่ได้จากระบวนการหมักจนเกิดการย่อยสลายในเชิงชีววิทยา จากข้อมูลเกี่ยวกับปุ๋ยอินทรีย์กล่าวว่า ส่วนมากนิยมใช้ของเหลือในกิจกรรมทางการเกษตร เช่น หยวกกล้วย ฟางข้าว เป็นต้น นำวัตถุดิบมาทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนำไปหมักในสภาวะอันเหมาะสม เพื่อรอให้จุลินทรีย์ทำหน้าที่ของมัน สุดท้ายจะได้ผลลัพธ์เป็นปุ๋ยหมักที่มีเนื้อยุ่ย อนุภาคแยกจากกันได้โดยง่าย มีคุณสมบัติพร้อมทั้งการบำรุงและปรับปรุงกายภาพของดิน 3. ปุ๋ยพืชสด (Green manure) คือ ปุ๋ยที่ได้จากการเลือกพืชบางชนิดมาเพาะปลูกในพื้นที่ เมื่อโตได้ระยะหนึ่งก็ไถกลบเพื่อให้พืชนั้นย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ จุดเด่นของปุ๋ยชนิดนี้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณไนโตรเจนให้แก่ดิน เพราะพืชที่นิยมใช้ทำปุ๋ยพืชสดนั้น นอกจากต้องเติบโตได้เร็วแล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติตรึงธาตุไนโตรเจนได้ดีมากด้วย เช่น พืชตระกูลถั่วทั้งหมด ปอเทือง โสน เป็นต้น จะเรียกว่าเป็นการบำรุงดินครั้งใหญ่หลังจากเสื่อมโทรมเพราะการเพาะปลูกก่อนหน้านี้ก็ได้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2550 หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่สามารถสร้างธาตุอาหาร หรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืชมาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพ หรือทางชีวเคมี และให้หมายความรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากความหมายของปุ๋ยชีวภาพแล้ว ยังมีคำนิยามที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยชีวภาพที่ควรทราบเพิ่มเติมในการที่จะใช้ซื้อ หรือจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพ ดังนี้ “ ชนิดของจุลินทรีย์ ” หมายความว่า กลุ่มหรือสกุลของจุลินทรีย์ เป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์ของจุลินทรีย์ “ หัวเชื้อจุลินทรีย์ ” หมายความว่า จุลินทรีย์ชีวภาพที่มี จำนวนเซลล์ต่อหน่วยสูงซึ่งถูกเพาะเลี้ยงโดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ “ วัสดุรองรับ ” หมายความว่า สิ่งที่นำมาใช้ในการผสมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ในกระบวนการผลิตปุ๋ยชีวภาพ “ ปริมาณจุลินทรีย์รับรอง ” หมายความว่า ปริมาณขั้นต่ำที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารับรองถึงจำนวนเซลล์รวม หรือจำนวนสปอร์รวม หรือจำนวนตามที่หน่วยวัดอื่น ที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่มีอยู่ในปุ๋ยชีวภาพหรือหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ตนผลิตหรือนำข้าแล้วแต่กรณี “ จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรค ” หมายความว่าจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์สัตว์ หรือพืชและให้หมายความรวมถึงจุลินทรีย์ที่ทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ประเภทของปุ๋ยชีวภาพ สามารถแบ่งตามลักษณะการให้ธาตุอาหารแก่พืช ได้ 2 ประเภท คือ 1.ปุ๋ยชีวภาพที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์สร้างธาตุอาหารพืชจุลินทรีย์ที่สามารถสร้างธาตุอาหารพืชได้ในปัจจุบันพบเพียงกลุ่มเดียวคือ กลุ่มจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน ประกอบด้วยแบคทีเรีย และแอคติโนมัยสีท จุลินทรีย์ในกลุ่มนี้มีชุดยีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์ไนโตรจีเนส ( Nitrogenase enzyme ) และควบคุมกระบวนการตรึงไนโตรเจน จากอากาศที่มีประสิทธิภาพเป็นองค์ประกอบในจีโนมปุ๋ยชีวภาพประเภทนี้ สามารถแบ่งตามลักษณะ ความสัมพันธ์กับพืชอาศัยได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ปุ๋ยชีวภาพที่ประกอบด้วยแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนที่อาศัยอยู่ร่วมกับพืชแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ( Symbiotic nitrogen fixation ) ปุ๋ยชีวภาพกลุ่มนี้ มีแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนสูงมากเป็นส่วนประกอบ สามารถทดแทนปุ๋ยเคมีไนโตรเจนให้กับพืชอาศัยได้มากกว่า 50-100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ ชนิดของพืชอาศัย รวมทั้งระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนใหญ่มีการสร้างโครงสร้างพิเศษอยู่กับ พืชอาศัยและตรึงไนโตรเจนทางชีวภาพจากอากาศ ได้แก่ การสร้างปมของแบคทีเรียไรโซเบียม กับพืชตระกูลถั่วชนิดต่าง ๆ การสร้างปมที่รากสน ของแฟรงเคีย ( Frankia ) การสร้างปมที่รากปรงของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน สกุลนอสทอค ( Nostoc ) การอาศัยอยู่ในโพรงใบแหนแดง ของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน สกุลอะนาบีนา ( Anabaena ) เป็นต้น ในกลุ่มนี้พืชอาศัยจะได้รับไนโตรเจนที่ตรึงได้ทางชีวภาพจากจุลินทรีย์ไปใช้โดยตรง สามารถนำไปใช้ในการสร้างการเจริญเติบโตเพิ่มผลผลิต และคุณภาพพืชได้อย่างมีระสิทธิภาพ กลุ่มที่ 2 ปุ๋ยชีวภาพที่ประกอบด้วยแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนที่อาศัยอยู่ร่วมกับพืชแบบอิสระ ( Non-symbiotic nitrogen fixation ) แบคทีเรียกลุ่มนี้ มีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจน จึงสามารถทดแทนปุ๋ยไนโตรเจนให้กับพืชที่อาศัยระหว่าง 5 – 30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับสกุลของจุลินทรีย์ชนิดของพืชอาศัย และระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ 2.1 แบคทีเรียที่อาศัยอยู่อย่างอิสระในดินและบริเวณรากพืช ได้แก่ สกุลอะโซโตแบคเตอร์ ( Azotobacter ) และ สกุลไบเจอริงเคีย ( Beijerinckia ) เป็นต้น 2.2 แบคทีเรียที่พบอาศัยอยู่ได้ทั้งในดิน บริเวณรากพืช และภายในรากพืชชั้นนอก ได้แก่ สกุลอะโซสไปริลลัม ( Azospirillum ) และสกุลบาซิลลัส ( Bacillus ) เป็นต้น 2.3 แบคทีเรียที่พบอาศัยอยู่ภายในต้นและใบพืช ได้แก่ กลูคอนอะซีโตแบคเตอร์ไดอะโซโตรฟิคัส ( Gluconacetobacter diazotrophicus ) ที่พบในอ้อย และกาแฟ สกุลเฮอบาสไปริลลัม ( Herbaspirillum ) ที่พบในข้าว อ้อย และพืชเส้นใยบางชนิด และสกุลอะโซอาร์คัส ( Azoarcus ) ที่พบในข้าวและหญ้า เป็นต้น 2. ปุ๋ยชีวภาพที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ทำให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืชปุ๋ยชีวภาพในกลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชบางชนิดที่ถูกตรึงอยู่ในดิน ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ให้เป็นประโยชน์กับพืชได้มากขึ้น โดยจุลินทรีย์กลุ่มนี จะสร้างกรดอินทรีย์ หรือเอนไซม์บางชนิด เพื่อละลายธาตุอาหารที่ถูกตรึงอยู่ในดินสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซา ประกอบด้วยกลุ่มราไมคอร์ไรซาที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูดใช้ธาตุอาหารให้แก่พืช โดยจะสร้างเส้นใยเข้าไปในราก และเส้นใยบางส่วนจะเจริญอยู่ในดินบริเวณรอบรากพืช ช่วยดูดธาตุอาหารต่าง ๆ และละลายฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงอยู่ในดิน แล้วส่งผ่านธาตุอาหารไปทางเส้นใยราเข้าสู่รากพืช ทำให้พืชได้รับธาตุอาหารเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างผลผลิตอย่างเพียงพอ ปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซาที่มีการนำมาใช้ทางการเกษตรมี 2 กลุ่ม คือ 1) อาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา ( Arbuscular mycorrhiza ) ใช้กับพืชสวน พืชไร่ พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ และ 2) เอ็คโตไมคอร์ไรซา ( Ectomycorrhiza ) ใช้กับไม้ผลไม้ป่า และไม้โตเร็ว กลุ่มที่ 2 ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ช่วยเพิ่ม ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัส โดยการสร้างและปลดปล่อยกรดอินทรีย์และกรดอนินทรีย์ ออกมานอกเซลล์เพื่อละลายสารประกอบอนินทรีย์ฟอสเฟต ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชและสะสมในดิน นอกจากนี้ยังสร้างและปลดปล่อยเอนไซม์บางชนิดออกมานอกเซลล์ เพื่อย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ฟอสเฟตที่อยู่ในดิน ยกตัวอย่าง เช่น การสร้างเอนไซม์ไฟเตส ( Phytase ) ในการย่อยสลายไฟเตท ( Phytate ) และปลดปล่อย โมโนไฮโดรเจนฟอสเฟตไอออน ( HPO42 – ) และ ไดไฮโดรเจนฟอสเฟต ( H2PO4 – ) ออกมาในสารละลายดิน ซึ่งพืชจะนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตและสร้างผลผลิตต่อไป กลุ่มที่ 3 ปุ๋ยชีวภาพละลายโพแทสเซียม ประกอบด้วยจุลินทรีย์ช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของโพแทสเซียม ได้แก่ สกุลบาร์ซิลลัส ( Bacillus ) สกุลคลาโดสปอริออยเดส ( Cladosporioides ) สกุลคลาโดสปอเรียม ( Cladosporium ) สกุลคลอสทริเดียม ( Clostridium ) สกุลเพนนิซิลเลียม ( Penicillium ) และสกุลไทโอบาร์ซิลลัส ( Thiobacillus ) เป็นต้น โดยจุลินทรีย์กลุ่มนี้จะสร้างกรดอินทรีย์ และอนินทรีย์ออกมาละลายโพแทสเซียมออกจากการตรึงของแร่ดินเหนียวบางชนิดจึงสามารถใช้เป็นจุลินทรีย์สำหรับผลิตปุ๋ยชีวภาพได้ สามารถใช้ได้ผลดีทั้ง ในพืชสวนและพืชไร่

อ่านต่อ: ฮิวมิคคืออะไร ช่วยพืชเรื่องอะไร

บันทึกฉบับร่างอัตโนมัติ

      มีการวิจัยหนึ่ง จากนักวิชาการโรคพืช งานจุลินทรีย์ดิน กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 (เกือบ 50 ปีมาแล้ว) ที่จังหวัด ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา ซึ่งผลการทดลองนั้นปรากฏว่า การใส่เชื้อไรโซเบียมให้กับถั่วเหลืองอย่างเดียวสามารถทำให้ผลผลิตสูงเท่าๆกัน กับการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างเดียว และการใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันก็ไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นของผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ในบางพื้นที่ การใช้ไรโซเบียมอย่างเดียวนั้นกลับได้ผลผลิตเยอะกว่าอีกด้วย!

ใครอยากอ่านงานวิจัยอายุ 50 ปีนี้ ตามกันไปได้ที่ : การเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองโดยการใช้เชื้อไรโซเบียมและปุ๋ยไนโตรเจน

บทความนี้ ฤทธิรอนขอนำเสนอ การเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงดินด้วยจุลินทรีย์ไรโซเบียมกันครับ

ไรโซเบียม คืออะไรและทำหน้าที่อะไร

ไรโซเบียมเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่าจุลินทรีย์ในดิน มีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนลงสู่พื้นดินและเข้าไปอยู่ร่วมกับพืชตระกูลถั่วบริเวณรากของมัน จึงมักถูกเรียกว่า “จุลินทรีย์ปมรากถั่ว”

การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณที่สูงเกินไปนั้น อาจทำให้เกิดการสูญเสียไนโตรเจนอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเกิดจากการชะล้างของฝน หรือ การเปลี่ยนกลายเป็นก๊าซไนโตรเจน ลอยกลับสู่อากาศ 

นอกจากนี้ แท้จริงแล้วไรโซเบียมไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไนโตรเจนและมันก็ยังคงสร้างปมรากได้ดีแม้ดินนั้นจะไม่ค่อยมีไนโตรเจนมากนัก แต่ที่สำคัญ คือมันทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการส่วนตัวของพืชตระกูลถั่ว ทันทีที่ถั่วต้องการไนโตรเจน เช่น ระยะเริ่มติดฝัก ไรโซเบียมก็จะจัดการตรึงไนโตรเจนส่งไปยังเมล็ดโดยตรงทันที! ซึ่งต่างจากไนโตรเจนที่ได้จากปุ๋ย มันจะถูกส่งไป”เปลี่ยนรูปแบบ” ที่ใบก่อน แล้วจึงค่อยส่งมาที่เมล็ด ดังนั้น เมื่อถั่วเหลืองมีปมอยู่ที่ราก ไรโซเบียมก็จะทำหน้าที่ของมัน ทำให้เมล็ดสมบูรณ์และผลผลิตสูง (นักวิจัยยังบอกว่า การใส่ปุ๋ยในช่วงแรก จะทำให้พืชเขียวจริง แต่ก็ไม่ได้การรันตีในเรื่องของผลผลิต)

ด้วยข้อเท็จจริงข้างต้น จึงไม่แนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนกับการปลูกถั่ว แต่แนะนำให้ใช้เชื้อไรโซเบียมแทน