Category Archives: บทความ

การเตรียมดินสำหรับการปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดี

การเตรียมดินเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนปลูกพืช เพราะดินที่ดีช่วยให้พืชเติบโตแข็งแรง ให้ผลผลิตสูง และลดปัญหาศัตรูพืชและโรค


🔹 1. วิเคราะห์ดินก่อนปลูก

ตรวจสอบสภาพดิน เพื่อรู้ว่าดินของเรามีจุดแข็งหรือปัญหาอะไร
ค่า pH ดิน (กรด-ด่าง) → ค่าที่เหมาะสมอยู่ที่ 5.5 – 7.0
ความอุดมสมบูรณ์ → ตรวจระดับไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P), และโพแทสเซียม (K)
โครงสร้างดิน → ดินร่วน, ดินทราย, ดินเหนียว แต่ละแบบมีวิธีปรับปรุงที่ต่างกัน


🔹 2. ปรับปรุงดินให้เหมาะกับพืชที่ต้องการปลูก

ดินเทพ  ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้เหมาะกับการเพราะปลูก


🔹 3. ไถพรวนและปรับโครงสร้างดิน

ไถดะ – พลิกหน้าดิน กำจัดวัชพืช และช่วยให้ดินฟู
ไถพรวน – ย่อยดินให้ละเอียด ทำให้รากพืชชอนไชได้ง่าย
ปรับระดับดิน – ช่วยให้ระบายน้ำดี ไม่เกิดน้ำขัง


🔹 4. ใส่ปุ๋ยบำรุงดิน

ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก) ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์และโครงสร้างดิน
ปุ๋ยพืชสด (เช่น ปอเทือง, ถั่วพร้า) ไถกลบเพื่อเพิ่มไนโตรเจน
ปุ๋ยเคมี ใส่ตามความต้องการของพืช เช่น สูตร 15-15-15


สรุปเคล็ดลับการเตรียมดินให้ได้ผลดี

ตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปรับปรุง
ไถพรวนและปรับโครงสร้างดิน ให้เหมาะสม
ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์
ควบคุมค่า pH ให้อยู่ในระดับที่เหมาะกับพืช
พักดินก่อนปลูก เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เต็มที่

ไร่เทพ ช่วยแก้ปัญหากล้วยไม้ “ฝนทิ้งช่วง และความแห้งแล้ง”

นายพีรพันธ์  คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า คาดการณ์เอลนีโญอาจกลับมาปลายปีนี้ ก่อให้เกิด ฝนทิ้งช่วง และความแห้งแล้ง” จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการใช้น้ำเป็นอย่างดี เตรียมกักเก็บน้ำฝน โดยเฉพาะกล้วยไม้เป็นพืชที่มักจะประสบภัยวิกฤตแล้งและน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลให้น้ำเค็มรุกเข้าสวนกล้วยไม้บ่อยครั้ง

กรณีที่น้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้น ควรลดอัตราการผสมปุ๋ยลงจากเดิม เนื่องจากปุ๋ยเป็นเกลือชนิดหนึ่งซึ่งจะเพิ่มความเค็มของน้ำได้ หากค่าความเค็มสูงเกินไป ปุ๋ยจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่รากหรือต้นกล้วยไม้ หากจะบำรุงควรเพิ่มปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองประเภทแคลเซียมและแม็กนีเซียม ซึ่งลดความเป็นพิษของเกลือโซเดียมและคลอไรด์ที่มาจากน้ำทะเลได้ในระดับหนึ่ง และปรับค่ากรดด่างให้อยู่ในช่วง pH 5.5 – 6.5 จะทำให้เกลือไบคาร์บอเนตในน้ำลดลง ทำให้ธาตุอาหารต่าง ๆ ละลายออกมาเป็นประโยชน์กับกล้วยไม้มากขึ้น

 

การดูแลกล้วยไม้

✅ แสงแดด: ต้องการแสงแดดรำไร 50-70% (ยกเว้นแวนด้าชอบแดดจัด)

✅ น้ำ: รดน้ำวันละครั้งตอนเช้าหรือวันเว้นวัน ถ้าอากาศร้อนให้เพิ่มความชื้น

✅ ปุ๋ย: ใช้ปุ๋ยละลายน้ำ ฉีดพ่นทางใบ เช่น ไร่เทพโกลด์ ไร่เทพ ดินเทพ โล่เขียว

✅ ระบายอากาศ: ต้องมีอากาศถ่ายเทดี ลดโอกาสเกิดโรค

✅ ป้องกันศัตรูพืช: ตรวจสอบเพลี้ย แมลง และเชื้อรา หากพบให้ใช้ยาฆ่าแมลงสูตรอ่อนๆ

 

คุณกำลังต้องการบังคับให้ออกดอก หรือเพิ่มการเจริญเติบโตของต้นมะม่วงอยู่ไหม?

ค่า C/N Ratio (Carbon to Nitrogen Ratio) คือ อัตราส่วนระหว่าง คาร์บอน (C) และ ไนโตรเจน (N) ในพืชหรือดิน
ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโต การออกดอก และการติดผลของมะม่วง

หลักการสำคัญ:
-ถ้าต้องการให้มะม่วง ออกดอก → ต้องเพิ่มค่า C/N Ratio
-ถ้าต้องการให้มะม่วง แตกใบ → ต้องลดค่า C/N Ratio

วิธีเพิ่มค่า C/N Ratio เพื่อกระตุ้นการออกดอก
1.งดการให้ปุ๋ยไนโตรเจน (N) อย่างน้อย 1-2 เดือนก่อนออกดอก
2. ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม-ฟอสฟอรัสสูง เช่น 8-24-24 หรือ 12-24-12
3.งดให้น้ำ ชั่วคราวเพื่อทำให้ต้นมะม่วงเครียด และสะสมอาหารมากขึ้น
4.ใช้โพแทสเซียมคลอเรต (KClO3) ในบางสายพันธุ์ที่ออกดอกยาก เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้

วิธีลดค่า C/N Ratio เพื่อเร่งแตกใบ
1.ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง
2.ให้น้ำสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการแตกใบ
3.ตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยว เพื่อกระตุ้นการแตกใบใหม่

 

เคล็ดลับ .. ทำดอก ทำผล ทุเรียน

หากต้องการให้ต้นทุเรียนติดผลมากขึ้น มีคุณภาพดี และให้ผลผลิตสูง ต้องดูแลในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่การเตรียมต้น การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลช่วงออกดอกติดผล

การออกดอกของทุเรียน อาศัยปัจจัยหลักๆ 3 อย่าง

1.ความพร้อมและความบูรณ์ของต้น

-อายุของต้น – การสะสมอาหาร

-จำนวนชุดใบ – ความเครียดของต้นไม้

2.สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่นต้องมีช่วงให้ผ่านแล้งระยะเวลาหนึ่ง อุณหภูมิ ความชื้น พวกนี้มีผลหมด

3.การกระตุ้นที่เหมาะสม เช่นการกระตุ้นด้วยน้ำ

 

1.1 การเตรียมความพร้อมและความสมบูรณ์ของต้น

-จำนวนชุดใบ ตามธรรมควรมี 3ชุดใบ ทำสาร2 ชุดใบ

ท้างดินสูตร 15-5-20 ทุกช่วง

ทางใบ ปุ๋ยเกร็ด ไร่เทพ+โล่เขียวจนใบชุดที่สามที่จะเอาดอกค่อยโยกมาเป็นกลางท้ายสูง

มาเสริมฟอสฟอรัสทางใบเอาแทนทางดินลดการตกค้างในดิน

โดยใช้ไรเทพโกลด์+โล่เขียว 10-52-17 หรือ 0-42-56

**ไร่เทพและโล่เขียว**ทำให้ใบเขียวได้เร็วและสะสมอาหารได้เร็วขึ้น เพื่อให้ต้นมีความพร้อมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการออกดอก

2.2 คือทุเรียนจะต้องผ่านช่วงแล้งมาละยะเวลาหนึ่งกระทบหนาวความชื่นต่ำ ช่วงนี้ต้องงดน้ำ เพื่อให้ต้นทุเรียนมีความเครียด  ลักษณะการสังเกตเกิดภาวะเครียด

ถ้าช่วงบ่ายๆ ใบเริ่มตก ถือว่าใช้ได้ เครียด!!

3.3 การกระตุ้นที่เหมาะสมคือการให้น้ำ ถ้าต้นทุเรียนมีลักษณะช่วงบ่ายๆใบตกถือว่าเครียดแล้วสามารถให้น้ำได้เลยหลังจากนั้นงดไปอีก 2-3 วันให้น้ำอีกที่จากนั้นรอดูอาการถ้าเริ่มเป็นไข่ปลาตาปู ก็ถือว่าโอเคให้น้ำได้ตามปกติ

*ถ้าแหลมมาเป็นแขนงแสดงว่าสะสมอาหารยังไม่พอความเครียดยังไม่ถึงให้เริ่มอดน้ำและสังเกตอาการใบใหม่อีกรอบ ไปเรื่อยๆ

การทำนาโดยไม่เผาฟางข้าว

เรียบเรียงโดย ดร.ธเนส สุขสมพงษ์

 

บทนำ

                ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก โดย ในปี 2566 ที่ผ่านมา ไทยสามารถส่งข้าวออกสู่ตลาดโลกได้มากถึง 8.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.62% โดยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับที่ 2 ของโลก รองจาก อินเดีย ซึ่งด้วยความต้องการอาหารของโลก และราคาข้าวในปัจจุบัน ทำให้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว เพิ่มรอบเพาะปลูก และเพิ่มพื้นที่ในการปลูกข้าวมากขึ้น แต่หากพิจารณา ระบบการจัดการนาข้าวของไทย จะพบว่า มีปัญหา การเผาฟางมาก ส่งผลต่อ คุณภาพอากาศ โดยก่อให้เกิด PM 2.5 ซึ่งเป็นภัยต่อสุขภาพของตัวเกษตรกร และ ผู้อยู่อาศัยโดยรอบอย่างมาก อีกทั้งอาจก่อให้เกิดอันตรายจากเพลิงไหม้ จากปัญหาดังกล่าว ไร่เทพ จึงได้มีการทำแปลงนาเพื่อศึกษา วิธีการจัดการนาข้าว และการวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมการเจริญเติบโต ของต้นข้าว รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ จากการทำแปลงทดลองจริง โดยมีการนำ วิธีการที่ใช้ได้ผลจริงจาก เกษตรกรตัวอย่าง รวมทั้งวิธีการจากกรมวิชาการเกษตร ที่แนะนำเกษตรกรเพื่อนำมา ประยุกต์ใช้ โดยมีวิธีการดังนี้

 

การทำนาโดยไม่เผาฟางข้าว สามารถทำได้โดยมีวิธีการดังนี้

  1. หลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว ควรปล่อยฟางข้าวให้แห้งมากที่สุด โดยใช้เวลา 7-14 วัน เป็นอย่างต่ำ โดยไม่ควรใส่น้ำลงในนาข้าวในช่วงนี้ เพราะ ฟางข้าวสดจะมีค่าอินทรียวัตถุต่อน้ำหนักมาก เมื่อฟางข้าวสดเหล่านี้ย่อยสลายแบบไร้อากาศ (แช่ในน้ำ) จะเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบรากข้าวในรุ่นต่อไปได้
  2. หลังจากทิ้งฟางข้าวให้แห้งครบ 7-14 วัน (ทิ้งไว้นานกว่านี้ได้ เพราะฟางยิ่งแห้งยิ่งดี) ให้ปล่อยน้ำเข้านาให้ท่วมฟางข้าว โดยควรเพิ่มสารช่วยช่อยสลายฟางไปด้วย เช่น หัวเชื้อ EM หรือสารอาหารที่เพิ่มการย่อย ได้แก่ ดินเทพ (ฉีดพ่นฟาง หรือ ผสมน้ำ แล้วปล่อยตรงจุดที่ปล่อยน้ำเข้านา) ทิ้งไว้ 2-3 วัน
  3. หลังจากพ่นสาร EM หรือ อาหารจุลินทรีย์ ดินเทพ ตามข้อที่ 2 แล้ว ทิ้งไว้ อย่างน้อย 2-3 วัน ใช้รถย่ำนา โดย ย่ำ ตามรอยรถเกี่ยวข้าว 1 รอบ และ ย่ำตามขวาง 1 รอบ เพื่อเป็นการกระจายฟางข้าวไม่ให้ไปสะสมในจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป จากนั้นทิ้งไว้ 2-3 วัน (กรณีเป็นรถไถเดินตาม รอบแรกให้ถอด สกี ออกก่อน เพราะอาจจะทำให้ฟางติดได้)
  4. หลังจากย่ำฟางตามข้อที่ 3 แล้ว ให้ทำซ้ำอีก 2 รอบ (รวมย่ำฟาง 3 รอบ) โดยรอบสุดท้าย ให้ปล่อยน้ำเข้าแบบเสมอดิน (ภาษาชาวนาเรียกว่า ขลุกขลิก) ทิ้งไว้ 2-3 วัน (ฟางจะยุ่ย ยุบ และจมดินแล้ว)
  5. หลังจากย่ำฟางรอบ 3 และทิ้งไว้ 2-3 วันแล้ว สามารถทำการปรับสภาพผิวดิน (ขั้นตอนลูบเทือก โดยใช้กระดาน) เพื่อทำการหว่างข้าวในขั้นตอนต่อไป

**** กรณี สามารถหมักฟางในนาข้าว ได้นานกว่า 14 วัน และใช้สารช่วยย่อยสลายที่มีประสิทธิภาพ สามารถ ลดขั้นตอนการย่ำเหลือเพียง 2 รอบ (จากเดิม 3 รอบ)

*** กรณีใช้รถตีดิน หลังจากหมักฟางข้าว รอบที่ 2 แล้ว สามารถใช้รถโรตารี่ตีดินได้เลย เพราะฟางจะย่อยและอ่อนตัวแล้ว

 

ตารางเปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย ของการ หมักฟางข้าว และ การเผาฟางข้าว

 

ข้อดี และข้อเสียของการ หมักฟางข้าว
ข้อดี ข้อเสีย
–          ไม่ทำลายธาตุอาหารในดิน

–          เพิ่มอินทรียวัตถุ เติมธาตุอาหารให้ดินด้วยวิธีธรรมชาติ

–          เป็นการปรับโครงสร้างดิน ให้โปร่ง ยุ่ย

–          ลดการใช้ปุ๋ยเคมี จากการเกิดปุ๋ยธรรมชาติ

–          เพิ่มสิ่งมีชีวิตดีในดิน

 

–          เพิ่มต้นทุนการเตรียมนา จากค่าไถ และ ย่ำฟาง

–          เพิ่มระยะเวลาในการทำนา รอบต่อไป เนื่องจากต้องใช้เวลาหมักฟาง

–          เพิ่มต้นทุนการสูบน้ำเข้านาเพื่อย่อยฟาง

–          เพิ่มต้นทุนสารช่วยช่อยสลายฟาง

ข้อดี และข้อเสียของการ เผาฟางข้าว
ข้อดี ข้อเสีย
–          รวดเร็วในการกำจัดฟางข้าว

–          สามารถทำนาในรอบถัดไปได้อย่างรวดเร็ว

–          สร้างมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM 2.5

–          ทำลายธาตุอาหารในดิน

–          สูญเสีย สัตว์ที่ช่วยย่อยสลายอินทรีย์ในดิน

–          เปลืองปุ๋ยมากขึ้นเนื่องจากการเผาฟางจะทำลายธาตุอาหารในหน้าดิน และ ทำลายธาตุอาหารที่สะสมในตัวฟางข้าว

–          มีความอันตรายต่อพื้นที่ใกล้เคียง และผู้เผาฟาง อาจจะเกิดอุบัติเหตุ ไฟไหม้ ทำให้เกิดอันตรายต่อ ผู้คนและทรัพย์สิน

–          ผิดกฎหมาย หากก่อให้เกิดมลพิษ และผลเสียต่อสุขภาพผู้อื่น (พรบ.ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550)

 

การคำนวณต้นทุนในการ เตรียมนาข้าว ด้วยวิธี หมักฟางข้าว

 

  1. ค่าย่ำนา / ตีนาข้าว 220-260 บาท ต่อไร่ (กรณี ย่ำนา 2 รอบ จะมีค่าใช้จ่าย 440-520 บาท/ ไร่ แต่กรณีย่ำ 3 รอบ จะมีค่าใช้จ่าย 600 – 700 บาท)
  2. ค่าสารช่วยย่อยสลายฟาง กรณีดินเทพ 1 ขวด /10 ไร่ (69 บาท/ไร่ กรณีอยากให้ย่อยสลายเร็วกว่าปกติ ใช้ดินเทพ 2 ขวด /10 ไร่ ต้นทุน 138 บาท ต่อไร่)
  3. ค่าฉีดพ่นสารช่วยย่อยสลายฟาง 0 บาท เนื่องจากดินเทพสามารถให้พร้อมกับการปล่อยน้ำเข้านา
  4. ค่าน้ำมันปล่อยน้ำเข้านา ขึ้นอยู่กับเครื่องสูบน้ำ ในบางพื้นที่สามารถปล่อยเข้าได้ด้วยวิธีธรรมชาติ (ระบบน้ำ ดี)

สรุป

  1. ค่าใช้จ่าย ในการหมักฟาง 500 – 669 บาท ต่อไร่
  2. ลดการใช้ปุ๋ยเคมี 893 บาท/ไร่ (ได้ปุ๋ยกลับมาจากฟางข้าว: ข้อมูลอ้างอิงโดย กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร)

**** เท่ากับว่า การหมักฟางข้าว มีผลดี มากกว่าการ เผาฟางข้าว โดยลดต้นทุน การใช้ปุ๋ยเคมีในรอบการเพาะปลูกถัดไปได้ โดยมีข้อเสียเพียง ใช้เวลาในการเตรียมนาที่นานมากกว่า การเผา

เคยเจอปัญหา “ข้าวไม่กินปุ๋ย” หรือไม่

ปัญหาข้าวไม่กินปุ๋ย เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในแปลงนา ซึ่งส่งผลให้ข้าวเจริญเติบโตได้ไม่ดีและให้ผลผลิตต่ำ แม้ว่าจะใส่ปุ๋ยในปริมาณเพียงพอแล้วก็ตาม สาเหตุหลักมักเกี่ยวข้องกับสภาพดิน ปุ๋ย น้ำ และการจัดการที่ไม่เหมาะสม

 

สาเหตุที่ทำให้ข้าวไม่กินปุ๋ย

สภาพดินที่ไม่เหมาะสม

1.ดินมีความเป็นกรดหรือด่างสูงเกินไป (pH ไม่เหมาะสม):ดินที่เป็นกรดจัด (pH ต่ำกว่า 5.5) ทำให้ธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม อยู่ในรูปที่ข้าวไม่สามารถดูดซึมได้

2.ดินที่เป็นด่างจัด (pH สูงกว่า 7.5) จะทำให้ธาตุอาหารบางชนิด เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส สูญเสียประสิทธิภาพ

3.ดินแน่นหรือดินอัดตัว:ดินที่ขาดการระบายอากาศหรือแน่นเกินไปทำให้รากข้าวขยายตัวและดูดซึมธาตุอาหารได้ยาก

การขาดอินทรียวัตถุในดินดินที่ขาดอินทรียวัตถุจะไม่สามารถเก็บรักษาความชื้นและธาตุอาหารได้เพียงพอ ส่งผลให้ปุ๋ยที่ใส่ลงไปถูกชะล้างหรือสูญเสีย

การจัดการปุ๋ยที่ไม่เหมาะสม

1.การใส่ปุ๋ยไม่ถูกเวลา:หากใส่ปุ๋ยในช่วงที่ข้าวยังไม่ต้องการ เช่น ระยะต้นกล้าที่ระบบรากยังไม่พัฒนาเต็มที่ อาจทำให้ปุ๋ยสูญเปล่า

2.ใส่ปุ๋ยในปริมาณมากเกินไป:อาจทำให้เกิดการสะสมเกลือในดิน หรือรากข้าวถูกทำลาย

3.การเลือกชนิดปุ๋ยไม่เหมาะสม:เช่น ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในช่วงที่ข้าวต้องการฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม

โรคและศัตรูพืช

– การระบาดของโรค เช่น โรครากเน่าโคนเน่า หรือการทำลายของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยกระโดด อาจทำให้ระบบรากของข้าวเสียหายและดูดซึมธาตุอาหารได้ลดลง

สภาพอากาศ

-อุณหภูมิต่ำเกินไปในช่วงฤดูหนาว หรือสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้การดูดซึมธาตุอาหารของข้าวลดลง

ทุเรียน.. ทำดอก ทำผล ต้องใช้ไร่เทพโกลด์

การดูแลต้นทุเรียนที่ให้ผลผลิตแล้วเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะสามารถทำให้ต้นทุเรียนออกดอกติดผลได้มากขึ้น ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีความชื้นตํ่า อากาศเย็นลงเล็กน้อยมีช่วงแล้งที่เหมาะสมต่อการกระตุ้นให้เกิดการออกดอกได้ ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมและดำเนินการภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทันที

ไร่เทพโกลด์จะช่วยปรับให้เนื้อเยื่อพืช ง่ายต่อการคุมค่า c/n ratio เพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง ส่งผลต่อการ ปิด-เปิดปากใบของทุเรียน และในไร่เทพโกลด์มีส่วนประกอบของ โพแทสเซียม ไอออน ที่เป็น ส่วนสำคัญในการควบคุมการเปิด-ปิดปากใบ การดูแลทุเรียนในช่วงก่อนให้ผลผลิตเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุเรียนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และให้ผลผลิตได้เร็วขึ้น โดยมีวิธีการดูแลดังนี้

  1. ในระหว่างรอทุเรียนให้ผลผลิต ในช่วงแรกควรปลูกพืชแซมเสริมรายได้ โดยเลือกพืชให้ตรงกับความต้องการของตลาด
  2. เมื่อตรวจพบต้นทุเรียนตายหลังปลูกให้ทำการปลูกซ่อมทันทีเพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่สม่ำเสมอกัน
  3. การให้น้ำ ช่วงเวลาหลังจากปลูกจะตรงกับฤดูฝน ถ้ามีฝนตกหนักควรทำทางระบายน้ำและตรวจดูบริเวณหลุมปลูก ควรรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ ในปีต่อ ๆ ไป ควรดูแลรดน้ำให้ต้นทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ และในช่วงฤดูแล้งควรใช้วัสดุคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง เป็นต้น
  4. การตัดแต่งกิ่ง
  5. การป้องกันกำจัดโรค แมลงและวัชพืช
  6. ควรมีการทำร่มเงาในช่วงฤดูแล้ง เพื่อป้องกันต้นทุเรียนใบไหม้
  7. การใส่ปุ๋ยใช้ไร่เทพโกลด์ กับสวนทุเรียน ช่วยแก้ปัญหาทุเรียนต้นโทรมจากการใช้พลังงานและธาตุอาหารไปกับการเลี้ยงผล

– ช่วง ดึงดอก : ใช้ไร่เทพโกลด์ 1-2 ซองต่อน้ำ 200 ลิตร + โล่เขียว 50-100 cc ต่อน้ำ 200 ลิตร ทุกๆ 7-14 วัน

– ช่วง บำรุงผล : ใช้ไร่เทพ โกลด์ 2 ซอง ต่อน้ำ 200 ลิตร + โล่เขียว 100 cc ต่อน้ำ 200 ลิตร ทุกๆ 7-14 วัน

– ช่วง ขยายผล เพิ่มเนื้อ: ไร่เทพ โกลด์ 2-3 ซอง ต่อน้ำ 200 ลิตร ทุกๆ 7-14 วัน

** ดินเทพ ใช้เป็นสารจับใบ 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร **

ป้องกัน ฟื้นฟู ..โรคร้ายในข้าว

โรคเกิดขึ้นได้เมื่อสภาพอากาศที่เหมาะสม  ในตอนต้นข้าวกำลังอ่อนแอ ถึงแม้ว่าจะใช้พันธ์ต้านทานโรคแล้วซึ่งเป็นวิธีที่ดีแล้ว แต่การป้องกัน ฟื้นฟู ก็จำเป็นเช่นกัน โดยโรคร้ายในข้าวจำไปทำให้ข้าวต้นเตี้ยแคระแกร็น ใบมีสีผิดปกติ เนื้อเยื่อตายเป็นจุดๆ อาการเหี่ยวเฉา เป็นต้น จึงอยากแนะนำผลิตภัณฑ์ตราไร่เทพที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

 

โรคถอดฝักดาบ

สาเหตุ เชื้อรา Fusarium fujikuroi Nirenberg (Fusarium moniliforme J. Sheld)

ข้าวเป็นโรคจะต้นผอมสูงเด่นกว่ากล้าข้าวโดยทั่วๆ ไป ต้นข้าวผอมมีสีเขียวอ่อนซีดมักย่างปล้อง  บางกรณีข้าวจะไม่ย่างปล้อง แต่รากจะเน่าช้ำเวลาถอนมักจะขาดตรงบริเวณโคนต้น

การแพร่ระบาด เชื้อราจะติดไปกับเมล็ด สามารถมีชีวิตในซากต้นข้าวและในดินได้เป็นเวลาหลายเดือน พบว่า หญ้าชันกาด เป็นพืชอาศัยของโรค

การป้องกันกำจัด

1.หลีกเลี่ยงการนำเมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เคยเป็นโรคระบาดมาปลูก

2.คลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แมนโคเซ็บ

3.คลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยไตรโครเดอร์มา

4.หมั่นตรวจดูแปลงเป็นประจำ

5.สามารถฉีดพ่นไร่เทพ และไร่เทพโกลด์ 1 ซอง ต่อน้ำ 100-200 ลิตร ผสมกับ โล่เขียว 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร

6.ควรกำจัดต้นข้าวที่เป็นโรคโดยการถอนและเผาทิ้ง เนื่องจากสปอร์ของเชื้อราสามารถปลิวไปตกบนรวงข้าวอื่น

 

โรคไหม้

สาเหตุ เชื้อรา Pyricularia oryzae.

ใบมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล บริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และมักหลุดจากกาบใบเสมอ ถ้าข้าวเพิ่งจะเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวง ทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายมาก

การแพร่ระบาด พบโรคในแปลงที่ต้นข้าวหนาแน่น ทำให้อับลม ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง ลมแรงจะช่วยให้โรคแพร่กระจายได้ดี

การป้องกันกำจัด

1.ใช้พันธุ์ต้านทานโรค เช่น กข33 กข61

2.หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม

3.ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป

4.ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรไซคลาโซล

5.คลุมเมล็ดพันธุ์ด้วยไตรโครเดอร์มา

6.สามารถฉีดพ่นไร่เทพ และไร่เทพโกลด์ 1 ซอง ต่อน้ำ 100-200 ลิตร ผสมกับ โล่เขียว 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร

 

โรคเมาตอซัง

สาเหตุ เกิดจากการของสารพิษ (H2S) ในดิน เกิดจากการสลายของตอซังที่ไม่สมบูรณ์

ต้นข้าวจะแสดงอาการคล้ายขาดธาตุไนโตรเจน ต้นแคระแกร็น ใบซีดเหลืองจากใบล่างๆ มีอาการโรคใบจุดสีน้ำตาล จะพบเมื่อการเน่าสลายของเศษซากพืชในนายังไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดสารพิษ เช่น สารซัลไฟด์ ไปทำลายรากข้าวทำให้เกิดอาการรากเน่าดำ รากไม่สามารถดูดธาตุอาหารจากดินได้

การแพร่ระบาด เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีเชื้อสาเหตุ จึงไม่มีการระบาดติดต่อกัน

การป้องกันกำจัด

1.ระบายน้ำเสียในแปลงออก ทิ้งให้ดินแห้งประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้รากข้าวได้รับอากาศ หลังจากนั้นจึงนำน้ำใหม่เข้าและหว่านปุ๋ย

2.หลังเก็บเกี่ยวข้าว ควรทิ้งระยะพักดินประมาณ 1 เดือน ไถพรวนแล้วควรทิ้งระยะให้ตอซังเกิดการหมักสลายตัวสมบูรณ์อย่างน้อย 2 สัปดาห์

3.ใช้ดินเทพช่วยเร่งการย่อยสลายตอซัง เศษซากอินทรียวัตถุอย่างสมบูรณ์

4..ไม่ควรให้ระดับน้ำในนาสูงมากเกินไปและมีการไหลเวียนของน้ำอยู่เสมอ

 

 

#ไร่เทพ #ไร่เทพโกลด์ #โล่เขียว #ดินเทพ #ข้าว #ชาวนา #นาข้าว #เกษตร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรพอเพียง #ปุ๋ยทางใบ

คำเตือน! หนาว ร้อน แล้ง …เตรียมพร้อมรับมือ

การปลูกข้าวหลังน้ำลดเป็นช่วงปลายฤดูฝนและฤดูหนาว จะต้องพิจารณาเรื่องอากาศหนาวด้วย เพราะหากข้าวกระทบต่ออากาศหนาวเย็น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าว โดยเฉพาะหากอุณหภูมิลดลงถึง 16 °C ในช่วงที่ข้าวออกรวงจะทำให้เกิดปัญหาและทำให้ผลผลิตของข้าวอาจจะลดลงได้ โดยปัญหาที่มากับอากาศหนาวคือจะทำให้รวงโผล่ไม่พ้นกาบใบ ปลายรวงในส่วนที่เหนือกาบใบธงจะตั้ง และไม่โน้มรวง ทำให้เมล็ดจะลีบบางเมล็ดจนถึงเกือบทั้งหมดรวง สาเหตุที่เมล็ดลีบเพราะข้าวไม่ผสมเกสร และอุณหภูมิลดลงมากและต่อเนื่องจะทำให้ระบบการเจริญเติบโตของข้าวหยุดชะงัก กระบวนการในเซลล์พืชจะทำงานผิดปกติและรากจะไม่ดูดซึมธาตุอาหาร หรือที่เรียกว่า ข้าวไม่กินปุ๋ย เมื่อข้าวออกดอกเกสรจะผสมไม่ติดหรือเมล็ดเป็นหมัน ผลผลิตต่ำมากจนถึงไม่ได้ผลผลิตเลย

แนะนำสำหรับการปลูกข้าวหลังน้ำลด

  1. การวิเคราะห์ดิน ควรมีการวิเคราะห์ตัวอย่างดินในนาก่อนปลูก เพราะพื้นที่นาที่ถูกน้ำท่วมอาจมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารทั้งที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง การวิเคราะห์ดินจะสามารถทราบความต้องการปุ๋ยที่แท้จริงของข้าวในแปลงนั้นๆ
  2. พันธุ์ข้าว ต้องใช้พันธุ์ข้าวชนิดไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวสั้นและทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดี

3.วันปลูก ช่วงเวลาที่เหมาะสมควรหลีกเลี่ยงวันปลูกที่ระยะข้าวตั้งท้องถึงออกดอกไม่ให้ได้รับผลกระทบต่ออาการหนาวเย็น จากข้อมูลอุณหภูมิย้อนหลังสามารถเริ่มปลูกได้ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป

  1. การเตรียมดิน การเตรียมดินสำหรับปลูกข้าวหลังน้ำลดในพื้นที่นาน้ำท่วม ใช้วิธีการเตรียมดินสำหรับปลูกข้าว โดยทั่วไป เมื่อน้ำลดจนสามารถที่จะเตรียมดินได้แล้วสามารถเตรียมดินปลูกเหมือนการเตรียมดินตามฤดูกาลปกติ โดยใช้ดินเทพเพื่อปรับสภาพโครงสร้างดินให้เหมาะสมแก่การเพาะปลูก
  2. การปลูกข้าวแบบหว่านน้ำตม หลังน้ำลดควรใช้วิธีหว่านน้ำตม เพราะพันธุ์ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น
  3. การปลูกแบบเป็นยกสลับแห้ง สามารถใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยยังคงรักษาเสถียรภาพผลผลิตข้าวได้ดี และเป็นวิธีการใช้น้ำแบบประหยัด
  4. การใช้ปัจจัยการผลิต
    7.1 หมั่นดูแลตรวจสอบ ความผิดปกติของต้นข้าวและให้งดการใส่ปุ๋ยในช่วงอากาศหนาวเย็นเนื่องจากข้าวดูดซึมธาตุอาหารได้น้อย
    7.2 หากจะใส่ปุ๋ย ควรเน้นปุ๋ยในกลุ่มฟอตเฟตจะช่วยลดผลกระทบจากอุณหภูมิต่ำได้ เพราะธาตุฟอฟอรัส (P) ช่วยในการสังเคราะห์แสงและช่วยให้ข้าวทนทานต่ออากาศเย็น
    7.3 หากสภาพอากาศหนาวต่อเนื่อง ข้าวมีการเจิญเติบโตไม่ดีอาจส่งผลกระทบต่อการออกรวงและ ผลผลิตควรเพิ่มประสิทธิภาพโดยการฉีดพ่นซิงค์หรือสังกะสี (Zn) เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมน NAA เพื่อกระตุ้นให้ข้าวออกรวง ลดการหลุดร่วงของดอกและผล และยังมีส่วนช่วยในกระบวนการสังคราะห์แสง ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีอยู่ในปุ๋ยโล่เขียว ไร่เทพ และไร่เทพโกลด์
    7.4 ข้าวที่ปลูกในช่วงอากาศหนาวเย็นมักมีโรคที่เกิดจากเชื้อราเข้าทำลาย เช่น โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคเมล็ดด่าง ควรใช้วิธีป้องกันกำจัดที่มีประสิทธิภาพ เช่น การลดใส่ปุ๋ยและฉีดพ่นสารเคมี
    7.6 เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 20 °C ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อเร่งฟื้นฟูต้น
  1. การปฏิบัติดูแลรักษา การปฏิบัติดูแลรักษาข้าวที่ปลูกหลังน้ำลด สามารถปฏิบัติดูแลรักษา เหมือนการปลูกข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสงในนาชลประทาน ในการป้องกันกำจัดโรค แมลง ศัตรูข้าว วัชพืช ตามความจำเป็น

C/N ratio สำคัญอย่างไร กับผลไม้ ข้าว และ พืชหัว???

C/N ratio สำคัญอย่างไร กับผลไม้ ข้าว และ พืชหัว???

ค่า C/N ratio มีความสำคัญเพราะ สามารถบอกได้ว่า พืชจะเจริญเติบโตไปเป็นแบบใด ตัวอย่างง่ายๆ ดังนี้

ตัวอย่างที่ 1 กรณีในข้าว:  หากข้าว ในระยะหลังแตกกอ จะเป็นระยะที่ข้าวเริ่มสะสมอาหารทางใบ และเมื่อข้าวสะสมทางใบสมบูรณ์ ต้นข้าวจะเริ่มออกร่วง และนำสารอาหาร (น้ำตาลที่สะสมในใบ) ไปสะสมไว้ที่เมล็ด แต่ถ้าค่า C/N ผิดเพี้ยนไป ข้าวก็จะ ทำสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปด้วย เช่น ถ้ามีไนโตรเจนมากในระยะ ทำรวง ข้าวก็จะเกิดอาหารบ้าใบ เพราะมี ไนโตรเจน สูงกว่า น้ำตาล ส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโตในข้าวก็จะไปสั่งให้ข้าว แตกใบเพื่อสะสมอาหารให้ได้ค่ามากกว่าไนโตรเจน  เป็นต้น

 

เราจะควบคุม C/N ratio ได้อย่างไร

  1. ใส่ปุ๋ยและ ธาตุอาหารให้ถูกจังหวะ เช่น ระยะฟื้นต้น ทำใบ พืชอายุน้อย ไนโตรเจนสำคัญต่อการสร้างใบ แตกใบ แตกกิ่ง แต่เมื่อต้องการให้พืชออกดอก อาจจะต้องปรับสูตร ปุ๋ยไปใช้ปุ๋ยที่มี ค่า P และ K เพื่อส่งเสริมการสร้างเงื่อนไขการเกิดดอก และลด ปริมาณ N ในเนื้อเยื่อ
  2. ใช้วิธีทางอ้อม ควบคู่กับการให้สารอาหาร ได้แก่ การให้สารเคมีที่มีฤทธิ์ควบคุมการเจริญเติบโต ตัวอย่างเช่น สารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) เป็นสารชะลอการเจริญเติบโตของยอด และราก ทำให้พืช
  3. เติมคาร์บอนเข้าสู่ เซลล์ ได้แก่ การพ่นน้ำตาลทางด่วน การให้อะมิโนบางชนิดที่มีองค์ประกอบของ คาร์บอน ซึมเข้าเนื้อเยื่อพืช เพื่อเพิ่มค่า C/N ratio

 

อัตราส่วนคาร์บอน-ไนโตรเจน (C:N ratio)

อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการขยายความและสรุป อัตราส่วน C/N ratio ที่อยู่ในเนื้อเยื่อพืชเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจของเกษตรกร  (เนื่องจาก ค่า C/N ratio นั้น สามารถนำไปใช้คำนวณหาคุณภาพของปุ๋ยเคมี ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ต่างกันที่ วัดในเนื้อเยื่อพืช กับวัดที่ปุ๋ยอินทรีย์)

ค่า C/N ratio แปลเป็นภาษาไทยคือ อัตราส่วนของ ปริมาณธาตุคาร์บอนหารด้วยปริมาณไนโตรเจนในเนื้อเยื่อพืชที่เราสนใจ     ซึ่งตัว คาร์บอนที่กล่าวนี้มันก็คือ น้ำตาลที่สะสมในใบพืชนั่นเอง (เพราะน้ำตาลที่พืชสะสมในเนื้อเยื่อ ส่วนมากเป็น กลูโคส (glucose) ซูโครส (sucrose) แมนโนส (mannose) และฟรุคโตส (fructose) ซึ่งมีคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ จึงวัดแค่ คาร์บอน ก็จะนำไปคำนวณเป็นค่าน้ำตาลในเนื้อเยื่อได้ ในการวิเคราะห์เบื้องต้นไม่จำเป็นต้องวัด H และ O)

จากที่กล่าวมาข้างต้นถ้าจะเอาให้เข้าใจง่ายๆ ค่า C/N ratio เป็นภาษา คนทั่วไปเข้าใจก็คือ

 

ค่า C/N ratio คือ                 ค่าปริมาณน้ำตาลที่วัดได้ในใบพืช หารด้วย ค่าปริมาณไนโตรเจนในใบพืช นั่นเอง

(ความจริงค่า C/N ratio ไม่จำเป็นต้องวัดที่ใบอย่างเดียว เพราะสามารถวัดที่เนื้อเยื่ออื่นด้วย แต่สำหรับพืช ให้ผล หรือ พืชสะสมแป้ง วิธีวัดที่ใบ เป็นวิธีที่นิยม เพราะพืชมักสะสมอาหารไว้ที่ใบ และง่ายต่อการตรวจวัด)

ลดปัญหาข้าวดีด…ได้ด้วยดินเทพ

ดินเทพ ช่วยลดปัญหาข้าวดีดได้ โดยใช้ในขั้นตอนการตีดิน เพราะดินเทพจะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายเศษซากอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีธาตุอาหาร ช่วยให้ดินฟู ร่วนซุย และเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีในดิน ช่วยลดความเป็นกรดในดิน และช่วยปรับโครงสร้างดิน  ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะสมกับการเพาะปลูก อัตราการใช้ ดินเทพ 1 ขวด ใช้ได้ 10-12 ไร่

 

สาเหตุการแพร่ระบาดของข้าววัชพืช        

การแพร่ระบาดของข้าววัชพืช  มาจากสาเหตุ 5 ประการ คือ

1. ติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าวเนื่องจากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวจากแหล่งไม่มีคุณภาพ ในรอบ 1 ปี

2. ติดมากับอุปกรณ์ในการทำนา เครื่องมือเตรียมดิน,  เก็บเกี่ยวหรือภาชนะบรรจุข้าว โดยเฉพาะรถเกี่ยวนวดข้าว

3. ติดมากับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ที่ผลิตจากวัสดุที่ได้มาจากนาข้าว

4. การแพร่ไปกับน้ำ ในระบบชลประทาน

5. ติดไปกับอาหารเสริมของเป็ดที่ปล่อยในนาข้าว ส่วนใหญ่เป็นข้าวเปลือกที่มีราคาถูก มีสิ่งเจือปน

 

วิธีลดปัญหาข้าวดีด

เลือกใช้เมล็ดพันธุ์มาตรฐาน

1.ทำความสะอาดเครื่องจักร และอุปกรณ์ทุกครั้งก่อน

2.เลือกใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ที่ไม่มีส่วนผสมที่มาจากนาข้าว และไม่มีเมล็ดข้าวดีด ข้าวเด้งปลอมปน

3.ปล่อยเป็ดไล่ทุ่งเข้ามากินเมล็ดข้าวดีด ข้าวเด้ง หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต

4.กำจัดด้วยวิธีเขตกรรม เช่น ล่อให้เมล็ดข้าวดีด ข้าวเด้งงอกแล้วไถกลบ 1-3 ครั้ง

5.เปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวจากนาหว่าน เป็นนาดำ หรือการปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้า

6.ใช้ดินเทพ ในขั้นตอนการตีดินเพื่อย่อยสลายเศษซากอินทรียวัตถุในดิน และเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีในดิน 1ขวดใช้ได้ 10-12 ไร่

เก็บเกี่ยวช่วงไหน…ขายดีราคาดี

“ระยะพลับพลึง”
ระยะที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวที่สุด คือระยะที่เรียกว่า “ระยะพลับพลึง” ซึ่งจะได้ข้าวที่มีคุณภาพดี เมล็ดเต่งเต็มรวง น้ำหนักดี ขัดสีดี และขายได้ราคาดี ไม่โดนตัดราคาตอนขายแน่นอน
การเก็บเกี่ยวระยะพลับพลึง คือ เมล็ดข้าวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเกือบทั้งหมด ยกเว้นบางเมล็ดที่โคนรวงยังเขียวอยู่ ประมาณ 30 วันหลังข้าวออกดอก 80 เปอร์เซ็นต์ และต้องเก็บเกี่ยวในสภาพนาแห้ง หรืออย่างน้อยไม่มีน้ำขังในนา
กรณีเกี่ยวก่อน ข้าวยังไม่โตเต็มที่ทำให้น้ำหนักเบา เมล็ดรีบ มีข้าวเขียวติดรวง เนื้อแป้งในเมล็ดข้าวน้อย มีความชื้นสูง
กรณีเกี่ยวหลัง ข้าวแก่เกิน เมล็ดจะหลุดล่วงง่าย เมล็ดแห้งกรอบ

การนวดข้าว
1. การใช้คนนวดหรือนวดด้วยเท้า เป็นวิธีที่ดีทำให้ข้าวไม่เสียคุณภาพ และมีการสูญเสียน้อยแต่ต้องใช้เวลาและเปลืองแรงงานมาก ไม่เหมาะกับการทำนามาก ๆ
2. การใช้สัตว์นวด ไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพการสีแต่จะมีการสูญเสีย
3. การนวดโดยวิธี การนวดวิธีนี้จะทำให้เกิดการสูญเสียอันเกิดจากแรงของการฟาด ทำให้มีเมล็ดบางส่วนกระเด็นสูญหายไป
4. นวดโดยรถไถหรือแทรกเตอร์ วิธีนี้เมล็ดข้าวจะมีการแตกร้าวและแตกหักเวลาสีบ้าง
5. การใช้เครื่องเกี่ยวนวด เครื่องจะทำการเกี่ยวและนวดข้าวออกมาเลยเมล็ดข้าวที่นวดได้จะออกมาจากเครื่องนวดและบรรจุในถังเก็บหรือในกระสอบ ความสูญเสียข้าวขึ้นอยู่กับความเร็วของรถเกี่ยว อายุข้าว ความชื้นเมล็ด การล้มของข้าว

อ้างอิง : กรมการข้าว, กรมการค้าภายใน

ผ่านวิกฤตภัยแล้ง..ด้วยไร่เทพ

ลุงพงษ์ นิลพัฒน์  เป็นเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญในการปลูกข้าวเป็นอย่างมาก มีแปลงนามากกว่า 100 ไร่ ทำนามาตลอดชีวิต  อาศัยอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลุงพงษ์ เล่าว่า หลังจากหว่านข้าวไปเจอวิกฤตภัยแล้ง

ถึงขนาดที่ว่าน้ำในคลองก็ไม่มีให้วิดมาใช้ ลุงเลยตัดสินใจฉีดพ่นไร่เทพเพิ่มอีก 2 รอบ เพื่อให้ไร่เทพไปช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้พืช ส่งผลให้พืชสามารถเจริญเติบโตต่อได้  และไร่เทพนอกจากจะช่วยให้พืชสามารถเติบโตได้ในสภาวะที่ไม่ปกติแล้ว ยังช่วยทำให้ดินมีความอุ้มน้ำ ร่วนซุยไม่แข็งกระด้างอีกด้วย ในขณะที่แปลงนาข้างๆ ต้นข้าวล้มตายเกิดความเสียหายอย่างมาก แต่แปลงนาลุงได้ผลผลิตที่มีน้ำหนักดีนำไปขายโรงสีได้ราคาดีด้วย

เคล็ดลับขั้นเทพ .. นาลุงจะมีนกเยอะมากมากินข้าวเปลือกตอนหว่านข้าวปลูกข้าว ดังนั้นลุงใช้วิธีการหว่านเผื่อให้นกด้วยกล่าวคือ หว่านข้าวในจำนวนที่มากขึ้นถึงแม้จะมีนกกินข้าวไปก็จะยังเหลือข้าวที่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นต้นข้าวได้ ทำให้ไม่มีปัญหานกกินข้าวหมด

ไร่เทพ 1 ซอง ผสมน้ำได้ 100-200 ลิตร ฉีดพ่นได้ 3-5 ไร่

จบปัญหา..พืชเครียด ด้วยผลิตภัณฑ์ไร่เทพ

หลายเหตุปัจจัยที่ทำให้พืชเกิดความเครียด หันมาใส่ใจพืชของเรากันเถอะ

1.ความเครียดของพืชเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม พืชจะต้องปรับตัวให้อยู่ได้ ภายใต้สภาวะที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะข้าวที่เป็นพืชอ่อนไหวและอ่อนแอต่อสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่ออากาศที่แปรปรวนในปัจจุบัน  ซึ่งสภาวะอุณหภูมิที่ต่ำจะมีผลกระทบต่อทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าว ส่งผลให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโต ใบข้าวจะซีดเหลือง ไปจนถึงกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้

2.ความเครียดของพืชเกิดจากปัญหาของดิน ดินที่เค็มหรือดินเปรี้ยว ดินที่มีกำมะถันสะสมมาก ส่งผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ใบผิดรูปไม่สมบูรณ์ ทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง

3.ความเครียดของพืชเกิดจากการขาดน้ำหรือน้ำมาก ซึ่งพืชจะใช้น้ำในการเจริญเติบโต หากพืชได้รับน้ำมากเกินไปจะทำให้รากเน่า และหากพืชได้รับน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ดินแข็งทำให้รากพืชไม่สามารถหาธาตุอาหารในการเจริญเติบโตได้

4.ความเครียดของพืชเกิดจากพืชขาดธาตุอาหาร ดินมีธาตุอาหารน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้พืชไม่โต มีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์

5.ความเครียดของพืชเกิดจากสารพิษ ส่งผลให้พืชใบเล็กแคระแกร็น เหี่ยวเฉา หรือร้ายที่สุดพืชอาจจะตายได้

6.ความเครียดของพืชเกิดจากศัตรูพืช ซึ่งหากมีศัตรูพืชเข้าทำลายพืช จะส่งผลให้ผลผลิตลดลง

 

#ไร่เทพ #ดินเทพ #โล่เขียว #เกษตรกร #ข้าว #ชาวนา #พืช #พืชเครียด

ข้าวจมน้ำ 7 วัน แต่ข้าวไม่ตาย

เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ .. นาข้าวของนายสุชาติ กิ่งนอก ชาวนาบ้านถนนถั่ว หมู่ที่ 10 ตำบลใหม่ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ปลูกข้าวพันธุ์ หอมมะลิ 105 เป็นนาข้าวพื้นที่รับน้ำ โดยพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ต่ำ น้ำจะไหลมารวมกันที่นี่

ที่ผ่านมาฝนตกอย่างต่อเนื่องนายสุชาติจึงเตรียมรับมือกับน้ำที่มีปริมาณมาก ด้วยการฉีดพ่นผลิตภัณฑ์ตรา ไร่เทพ โดยฉีดพ่นก่อนน้ำจะมาถึงประมาณ 1 สัปดาห์ พอน้ำเข้าท่วมพื้นที่นาทำให้ต้นข้าวที่กำลังโตถูกน้ำท่วมจนเกือบมิดปลายยอดใบ ซึ่งมวลน้ำไม่เพียงแค่ไหลผ่านนาไป แต่ต้นข้าวในนาต้องแช่อยู่ในน้ำยาวนานเป็นสัปดาห์ ในขณะที่แปลงนาข้างๆต้นข้าวเกิดความเสียหายอย่างมาก ในทางกลับกันแปลงนาของนายสุชาติต้นข้าวสามารถเจริญเติบโตได้และให้ผลผลิตได้เหมือนเดิม

ไร่เทพ จะช่วยทำให้ต้นข้าวมีความมีความเสถียรในเซลล์และระบบรากที่ดี ซึ่งจะสังเกตได้ว่ารากจะมีจำนวนมาก ในขณะที่เกิดน้ำท่วมต้นข้าวมีรากบางส่วนที่เสียหายไป แต่เนื่องด้วยรากที่มีจำนวนมากนั้นจึงจะยังมีรากบางส่วนที่ไม่เกิดความเสียหายยังคงสามารถเลี้ยงต้นข้าวให้เจริญเติบโตต่อไปได้จนให้ผลผลิตได้ แต่หากว่าต้นข้าวที่มีรากน้อยถ้าน้ำท่วมรากจะเกิดการเสียหายทั้งหมดส่งผลให้พืชไม่ฟื้นตัวหรืออาจจะตายในที่สุดเพราะรากเน่าเสีย

ไร่เทพปันน้ำใจ “โรงเรียนวัดลานคา”

คุณเชอรี่ มนต์พิชิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ริชเชอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตรา ไร่เทพ และผู้ดำเนินโครงการ “ไร่เทพปันน้ำใจ”

ที่มีเป้าหมายในการช่วยเหลือ แบ่งปัน และตอบแทนสังคม ครั้งนี้ได้มีโอกาสได้ไปแบ่งปันบริจาคอุปกรณ์กีฬา ส่งเสริมสุขภาพให้กับเด็กๆ ณ โรงเรียนวัดลานคา จ.สุพรรณบุรี

ซึ่งโครงการไร่เทพปันน้ำใจจัดได้เป็นโครงการที่คุณเชอรี่ มนต์พิชิต ได้ดำเนินต่อเนืองและหวังว่าโครงการนี้จะเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตเติบโตอย่างสดใสสมวัย

จัดได้ว่าเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมาก

 

 

ดินดีขั้นเทพ ปลูกอะไรก็ขึ้น

ดินที่ดี คือ เป็นดินที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืช สามารถปลูกพืชได้โดยใช้วิธีการจัดการดูแลตามปกติ ซึ่งจะมีหน้าดินสีดำหนา มีปริมาณอินทรียวัตถุสูง มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชสูง ไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช มีปฏิกิริยาดินใกล้เป็นกลางมีค่า pH ในช่วง 5.5-7.0 และไม่มีชั้นที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของรากพืช

องค์ประกอบดินที่ คือ น้ำ 25% อากาศ 25% อินทรียวัตถุ 5% และแร่ธาตุ 45%
ดินเทพ สารปรับโครงสร้างดิน ที่ช่วยตอบโจทย์ในเรื่องของการเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีดินที่ไปช่วยช่วยสลายซากพืช ซากสัตว์ให้เกิดเป็นแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักของดีที่ดี เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

วิธีการปรับปรุงบำรุงดินแบ่งออกเป็น 3 อย่างด้วยกัน
1.การปรับปรุงดินทางกายภาพ คือ การปรับสภาพโครงสร้างของดินให้เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของรากพืช โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก
ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง เป็นต้น
2. การปรับปรุงบำรุงดินทางด้านเคมี คือ การปรับสภาพทำให้ดินมีปริมาณธาตุอาหารที่เพียงพอ
3. การปรับปรุงบำรุงดินด้านชีวภาพ โดยการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สารประกอบธาตุอาหารพืชได้เอง เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ, ใช้ระบบพืชคลุมดิน, ใช้ระบบพืชเหลื่อมฤดู หรือ ใช้การปลูกพืชระหว่างแถบไม้พุ่มบำรุงดิน เป็นต้น

และเมื่อเราได้ดินที่ดีแล้ว ต้นทุนในการใช้ปุ๋ยก็ลดลงการใช้สารเคมีในการดูแลก็ลดลง เมื่อต้นทุนลดลงและรายได้เพิ่มมากขึ้น

จ่ายแพงไปทำไม??

ของใช้ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป อยากให้เกษตรกรได้ใช้ของดีที่มีราคาไม่แพง ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ด้วยผลิตภัณฑ์ ตราไร่เทพ ที่เมื่อวิเคราะห์ราคากับปริมาณที่ใช้ จะเห็นได้ว่า คุ้มเกินคุ้ม เพราะราคาที่จ่ายไปกับผลลัพธ์ที่ได้กลับมารับประกันได้เลย การันตีด้วยยอดลูกค้าที่อยู่กับเรายาวนานกว่า 10 ปี

หากท่านกำลังเจอปัญหาพืชเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อรา ใบจุด ใบเหลือง พืชขาดธาตุอาหาร ดินเสีย ดินเค็ม ดินแข็ง ไม่เหมาะสมต่อการเพราะปลูก รวมถึงปัญหาที่ได้ผลผลิตน้อย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ปัญหาเกี่ยวกับการเกษตรเหล่านี้จะหมดไป หากเกษตรกรหันมาให้ผลิตภัณฑ์ของเรา

ไร่เทพ อาหารเสริมพืช จะช่วยให้พืชโตเร็ว สมบูรณ์ แข็งแรง เพิ่มผลผลิต ลูกดก เปอร์เซ็นต์แป้งสูง น้ำหนักดี มีคุณภาพดี

โล่เขียว จะช่วยให้พืชเขียวทน เขียวนาน ต้านทานโรคและแมลง และช่วยให้พืชทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

ดินเทพ เป็นอาหารจุลินทรีย์ที่ดีในดิน ทำให้ดินฟู ร่วนซุย ไร้สารตกค้าง ช่วยให้ดินเหมาะสมแก่การเพาะปลูก และยังสามารถใช้แทนสารจับใบได้ ช่วยให้สารแผ่กระจายทั่วใบและพืชนำไปใช้ได้เลย

 

ราคาไม่แพง .. หากต้องการผลผลิตเพิ่ม ต้องเริ่มที่ไร่เทพ

ไร่เทพ 1 ซอง ฉีดพ่นได้ 3-5 ไร่

โล่เขียว 1 ขวด (1000ml.) ฉีดพ่นได้ 15 ไร่

ดินเทพ 1 ขวด (500ml.) ฉีดพ่นได้ 12 ไร่

 

ระยะการเจริญเติบโตของข้าว…กับการให้ปุ๋ยทางใบ

การทำนาสามารถทำได้ทั้งปีไม่ว่าจะเป็นนาปรังหรือนาปี

เริ่มจากการเตรียมดิน แนะนำให้ใช้ “ดินเทพ” ทั้งตอนไถดะ ไถแปร และไถคราด โดยทุกการไถให้ใช้ ดินเทพ 40 ซีซี ต่อน้ำ 50 ลิตร ฉีดพ่นทางดินควบคู่ไปด้วย ซึ่งดินเทพจะเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการย่อยสลายได้เร็วขึ้น เพิ่มธาตุอาหารในดิน เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในดิน และที่สำคัญไปช่วยในการปรับโครงสร้างดินให้เมาะสมแก่การเพาะปลูก ทำให้ ดินฟู ร่วนซุย ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง

ในระหว่างที่ข้าวอยู่ในช่วงการเจริญเติบโตให้ใช้ “ไร่เทพ” และ “โล่เขียว” บำรุงต้น และช่วยฟื้นฟูหากข้าวได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง หรือถูกทำลายจากโรคและแมลงศัตรูพืช  อัตราส่วนการใช้ ไร่เทพ 1 ซองต่อน้ำ 100 ลิตร และ โล่เขียว 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ

 

ข้อดีของปุ๋ยทางใบ

1.ช่วยให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

2.ใช้กับอาการขาดธาตุอาหารในระยะแรกๆได้ดี

3.ใช้กับพืชที่ปลูกในดินที่มีปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินทราย ดินเปรี้ยว

4.พืชสามารถดูดธาตุอาหารทางใบได้มากกว่าและเร็วกว่าการดูดทางราก

5.ช่วยให้พืชฟื้นตัวเร็วหลังจากชะงักเนื่องจากการกระทบภัยแล้ง หรือถูกโรคและแมลงทำลาย

6.ปุ๋ยน้ำมีความสม่ำเสมอของเนื้อปุ๋ยแน่นอนกว่า

7.ง่ายต่อการใช้งานและขนส่ง

 

 

แก้ปัญหาการเผาฟางในพื้นที่เกษตร..ด้วย “ดินเทพ”

แก้ปัญหาการเผาฟางในพื้นที่เกษตร..ด้วย “ดินเทพ”

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม โดยส่งเสริมการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแบบไม่เผา การส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วย

บางพื้นที่กำลังอยู่ในช่วงการเก็บเกี่ยวข้าว การใช้ดินเทพช่วยเร่งสลายตอซังข้าวจึงเป็นทางเลือกที่ดี ด้วยคุณสมบัติของดินเทพที่ไปช่วยในการปรับโครงสร้างดิน ช่วยสร้างธาตุอาหารในดิน และเป็นอาหารจุลินทรีย์ที่ดีในดิน อัตราส่วนการใช้ดินเทพ 1 ขวด (500 มิลลิลิตร) ใช้ได้ 10-12 ไร่ หรือยิ่งใส่มากก็ยิ่งสลายเร็ว โดยดินเทพจะไปย่อยสลายฟาง เศษวัสดุต่างๆ ที่อยู่ในนาที่เป็นอินทรียวัตถุให้ดินดีเหมาะแก่การเพาะปลูก ควรหมักไว้ไม่ต่ำกว่า 7 วัน

โดยแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดปริมาณ PM2.5 สำหรับพื้นที่เกษตรอย่างยั่งยืนตามกรอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แบ่งออกเป็น 3R

  1. Re-Habit : ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชเป็นการปลูกแบบไม่เผา
  2. Replace with perennial crops : การปลูกทดแทนจากพืชล้มลุก เป็นพืชที่มีมูลค่าสูง หรือไม้ยืนต้นที่ไม่โตเร็วสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ดี
  3. Replace with Alternate crops : การปลูกพืชทดแทนในพื้นที่นาปรัง เป็นพืชใช้น้ำน้อย เช่นพืชตระกูลถั่ว